WISMATRAVEL - ตั๋วถูกจัง
ตั๋วถูกจัง

Osaka

โอซาก้า
 

Osaka
โอซาก้า มหานครแห่งคันไซ

 

   โอซาก้า มหานครแห่งสีสันอันเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาของผู้คน เมืองหลวงของภูมิภาคคันไซตั้งอยู่ปากแม่น้ำโยโด (Yodokawa) ติดกับอ่าวโอซาก้า มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรจากท้องทะเล จึงได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของประเทศ” มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามรองจาก โตเกียวและโยโกฮาม่า ในอดีตโอซาก้าเคยเป็นทั้งศูนย์กลางการค้าขายและเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันโอซาก้าเป็นเมืองที่มีความทันสมัยของห้างสรรพสินค้าและย่านธุรกิจ แต่ยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของเมืองเก่าในสมันเอโดะที่ยังคงแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอาหารการกินรวมไปถึงจิตวิญญาณของผู้คนในเมืองนี้อีกด้วย

การเดินทางไปโอซาก้า

  1. บินตรงจากประเทศไทย มีหลายสายการบินให้เลือก โดยเฉพาะสายการบินราคาประหยัดที่ราคาก็ไม่แตกต่างกันนัก ขอแนะนำเที่ยวบินไปโอซาก้า ดังนี้
    1.1 สายการบิน Thai AirAsia X มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังสนามบินนานาชาติคันไซ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง 25 นาที วันละ 1 เที่ยวบินในราคาสบายกระเป๋า
    1.2 นอกจากนี้ยังมีสายการบินไทย, Japan Airlines และ All Nippon Airways ที่ให้บริการบินตรงเช่นกัน โดยใช้เวลาราว 5 ชั่วโมงครึ่ง
  2. รถไฟ
    2.1 สนามบินคันไซ >> โอซาก้า
    นั่งรถ JR ขบวนด่วนพิเศษ LTD. EXP HARUKA ลงที่สถานี Shin – Osaka ใช้เวลา 53-57 นาที แล้วแต่ขบวน หรือนั่งรถไฟเอกชนสาย Nankai ขบวน Nankai Airport Express หรือรถด่วน Nankai “Rap.t” ลงที่สถานี Nankai Namba ใช้เวลา 35-45 นาที
    2.2 โตเกียว >> โอซาก้า
    จากสถานี JR Tokyo นั่งรถไฟชินคันเซนสาย Tokaido Shinkansen มาลงที่สถานี Shin – Osaka ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง

การเดินทางภายในเมืองโอซาก้า

  1. รถไฟใต้ดิน
    มี 8 สายให้บริการครอบคลุมเข้าถึงสถานที่เที่ยวได้อย่างสะดวกสบาย แบ่งออกเป็นสายต่างๆ ดังนี้
    1.1 Midosuji Line สายสีแดง ใช้สัญลักษณ์ M        
    1.2 Sakaisuji Line สายสีน้ำตาล ใช้สัญลักษณ์ K
    1.3 Tanimachi Line สายสีม่วง ใช้สัญลักษณ์ T     
    1.4 Imazatosuji Line สายสีส้ม ใช้สัญลักษณ์ I
    1.5 Yotsubashi Line สายสีน้ำเงิน ใช้สัญลักษณ์ Y    
    1.6 Chuo Line สายสีเขียวเข้ม ใช้สัญลักษณ์ C
    1.7 Sennichimae Line สายสีชมพู ใช้สัญลักษณ์ S    
    1.8 Nagahori Tsurumi – Ryokuchi Line สายสีเขียวอ่อน ใช้สัญลักษณ์ N
    นอกจากนี้ ยังมีบริการรถราง (Tram) ที่ใช้บริการเส้นทางรอบๆ เมืองโอซาก้าอีกหลายสาย เช่น Nanko Port Town, Hankai Tramway, Keihan Main Line, Hanshin Main Line เป็นต้น
    2. รถไฟ
    ในโอซาก้ามีรถไฟ JR สายวิ่งวนรอบเมืองคล้ายกับสาย Yamanote ของโตเกียวด้วย โดยผ่านสถานีสำคัญๆ เช่น Osaka, Tennoji และ Namba นอกจากนี้ยังมีรถไฟเอกชนอีกหลายเจ้า โดยหลักๆ คือ
    2.1 Nankai Railway เริ่มต้นจากย่านนัมบะที่สถานี Namba เชื่อมต่อไปยังทางตอนใต้ของเมือง, สนามบินคันไซ และจังหวัดวาคายาม่าอีกด้วย
    2.2 Hankyu Railway เริ่มต้นจากสถานี Umeda (ติดกับสถานี JR Osaka) ไปทางตอนเหนือของเมืองโอซาก้า และฝั่งตะวันตก คือ เมืองโกเบ ฝั่งตะวันออก คือ ตัวเมืองเกียวโตและย่านอะราชิยาม่า (Arashiyama) อีกด้วย
    2.3 Kintetsu Railway รถไฟสายที่วิ่งยาวข้ามภูมิภาค โดยเริ่มจากสถานี Tennoji และสถานี Osaka – Namba ไปทางตะวันออก โดยแตกออกเป็นหลายสายที่เชื่อมต่อกับเมืองเกียวโต, นารา, มิเอะ และนาโงย่า
    2.4 Keihan Railway รถไฟที่เน้นวิ่งเชื่อมกับจังหวัดเกียวโต โดยเริ่มจากสถานี Nakanoshima (ไม่ไกลจากย่าน Umeda) วิ่งผ่านปราสาทโอซาก้าไปทางตะวันออกเข้าเมืองเกียวโต
    2.5 Hanshin Railway รถไฟที่เน้นวิ่งเชื่อมไปยังเมืองโกเบ โดยเริ่มจากสถานี Umeda และ Osaka – Namba วิ่งไปทางตะวันตกเชื่อมกับโกเบ

บัตร Osaka Amazing Pass

    บัตร Osaka Amazing Pass เหมาะสำหรับคนที่เน้นเที่ยวโอซาก้าแบบเน้นๆ สามารถใช้โดยรถไฟใต้ดินทุกสาย รถบัส รวมถึงรถไฟเอกชนบางสายในย่านตัวเมืองโอซาก้า (ครอบคลุมสนามบินคันไซ) และยังแถมคูปองฟรีสำหรับเข้าสถานที่เที่ยว 31 แห่ง รวมทั้งใช้เป็นส่วนลดค่าเข้าชมสถานที่และร้านค้า / ร้านอาหารอีกมากมาย โดยตั๋วมีให้เลือก 2 แบบ ดังนี้

บัตร Kansai Thru Pass

    สำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวทั้งโอซาก้าและจังหวัดอื่นๆ ในแถบภูมิภาคคันไซ ยังมีตั๋ว Kansai Thru Pass เป็นตัวเลือกอีกด้วย สามารถโดยสารรถบัส รถไฟใต้ดิน รถราง โมโนเรล รถไฟเอกชนทั้งหมดในคันไซแบบไม่จำกัดเที่ยว มีแบบ 2 Day Ticket ราคา 4,000 เยน และ 3 Day Ticket ราคา 5,200 เยน ซื้อได้ในญี่ปุ่นเคาท์เตอร์ Tourist Information Center ที่สนามบินคันไซและสถานีรถไฟหลักๆ

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจใน “โอซาก้า”

    1. ตึก Umeda Sky Building
    เป็นจุดชมวิวยามค่ำคืนที่สวยงามที่สุดในย่านอุเมะดะก็ว่าได้ มีลักษณะเป็นตึกแฝด 2 หลัง 40 ชั้น สูง 173 เมตร เชื่อมต่อกันบนยอดจุดชมวิวจะอยู่บนชั้นที่ 40 ด้านในมีมุมขายของที่ระลึกและร้านอาหารให้นั่งชมวิวไปพร้อมๆ กันได้
    บนดาดฟ้าของตึกเป็นจุดชมวิวที่เรียกว่า “Floating Garden Observatory” มีลักษณะเป็นทางเดินเปิดโล่งวนรอบ สามารถมองเห็นวิวตัวเมืองโอซาก้าได้ 360 องศา โดยเฉพาะวิวในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงสีของอาคารสูงในเขตคิตะ ดูสวยงามและล้ำสมัย สมกับเป็นมหานครใหญ่ จุดชมวิวบนตึกนี้อนุญาตให้นำขาตั้งกล้องขึ้นไปใช้ได้ ดังนั้นหากอยากได้ภาพสวยๆ ควรเอาขาตั้งกล้องมาด้วยค่ะ
    ด้านในจุดชมวิวจะมีที่นั่งติดหน้าต่างให้เลือกนั่งได้ตามสบาย ทั้งที่นั่งแบบเดี่ยวหรือใครมาเป็นคู่อยากสวีทกันแบบส่วนตัว ก็สามารถมานั่งจับจองที่นั่งแบบคู่ได้ บนชั้นนี้ยังมีร้านอาหารไว้คอยบริการ หรือจะสั่งแค่กาแฟมานั่งจิบพร้อมกับชมวิวไปพลางๆ ก็ได้เหมือนกัน
เปิดให้บริการเวลา : 10.00 – 22.00 น.
การเดินทาง : จากสถานี JR Osaka หรือสถานี Umeda แล้วเดินต่อไปอีก 20 นาที (เดินอ้อมที่ว่างข้างสถานีรถไฟ ระยะทาง 1.5 กม.) หรือเรียกแท็กซี่

    2. ปราสาท Osaka

   ปราสาทโอซาก้า เปรียบเป็นแลนด์มาร์กของมหานครแห่งนี้ เรียกได้ว่าถ้ามาเยือนโอซาก้าแล้วไม่ได้มาเที่ยวปราสาทก็ยังถือว่ายังมาไม่ถึง ปราสาทนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1583 โดยไดเมียวผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ มีต้นแบบมาจากปราสาทอะซุจิ อันเป็นที่พำนักของโอะดะ โนบุนากะ ใช้เวลาก่อสร้างร่วม 2 ปี จึงแล้วเสร็จ บริเวณที่ก่อสร้างปราสาทโอซาก้านั้น เดิมเคยเป็นวัดชื่อ Hongan-ji มาก่อนจะถูกทำลายลงด้วยฝีมือของ โอะดะ โนบุนากะ ตัวปราสาทสูง 55 เมตร มีทั้งหมด 8 ชั้น ล้อมรอบไปด้วยคูน้ำและกำแพงขนาดใหญ่สูงกว่า 30 เมตร เพื่อเป็นการป้องกันการโจมตีจากข้าศึก ปราสาทโอซาก้าถูกทำลายทั้งจากสงครามและภัยธรรมชาติ (ฟ้าผ่า) และถูกบูรณะขึ้นมาใหม่หลายครั้ง ในปี ค.ศ.1665 บริเวณส่วนยอดของปราสาทที่เรียกว่า Tenshukaku ได้ถูกฟ้าผ่าจนเสียหาย จนกระทั่งปี ค.ศ.1931 ชาวเมืองโอซาก้าได้ร่วมใจกันบริจาคเงินเป็นจำนวนกว่า หนึ่งล้านห้าแสนเยน (ซึ่งถือว่ามหาศาลมากเมื่อเทียบกับปัจจุบัน) เพื่อทำการบูรณะส่วนยอดของปราสาทให้กลับคืนมาดังเดิม หลังจากนั้นมีการปรับปรุงซ่อมแซมอยู่เป็นระยะ จนเป็นปราสาทที่สวยงามดังที่เห็นในปัจจุบัน
    ก่อนถึงตัวปราสาทเราจะต้องเดินผ่านสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นซากุระ แปะก๊วย และต้นเมเปิ้ลในฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเดือนเมษายน ที่ซากุระบานสะพรั่ง สวนสาธารณะรอบปราสาทโอซาก้าจะกลายเป็นจุดชมซากุระยอดนิยมทันที
    การเข้าชมตัวปราสาทด้านในต้องซื้อบัตรผ่านประตูก่อน จะเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์แสดงเรื่องราวเกียวกับประวัติของ โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ, การสร้างปราสาทโอซาก้า รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ภาพวาด จดหมาย ชุดเกราะ และดาบซามูไรของจริงที่ดูแล้วชวนขนลุกทุกที ด้านจะมีทั้งหมด 8 ชั้น บันไดทางขึ้นแต่ละชั้นค่อนข้างจะชันต้องระวังกันสักหน่อย หากใครไม่สะดวกก็มีลิฟต์ให้บริการ แนะนำว่าให้กดลิฟต์ขึ้นไปชั้นบนสุดแล้วค่อยๆเดินลงมาทีละชั้นจะดีกว่า
อัตราค่าเข้าชม : สวนรอบปราสาทเข้าฟรี, พิพิธภัณฑ์ ผู้ใหญ่ 600 เยน เด็กอายุ 15 ปีลงมา เข้าฟรี
การเดินทาง : Tanimachi Yonchome (4-Chome) หรือสถานี JR Osakajo Koen

    3. Hokoku – Jinja
   หรือ Toyokuni Shrine เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ไดเมียว เจ้าของปราสาทโอซาก้า ซึ่งเราจะเห็นรูปปั้นของท่านตั้งอยู่ภายในบริเวณศาลเจ้าด้วย ภายในสามารถเข้าชมได้ฟรี มีซุ้มจำหน่ายเครื่องรางและใบเซียมซีให้เสี่ยงดวงด้วย ศาลเจ้าแห่งนี้ ถ้าโชคดีก็จะได้เจอพิธีสมรสตามแบบฉบับของญี่ปุ่นให้ชมด้วย โดยเฉพาะสาวๆในชุดกิโมโนแบบเต็มยศ ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นกันง่ายๆ
อัตราค่าเข้าชม :ฟรี
การเดินทาง :ตั้งอยู่ใกล้กับทางเข้าปราสาทโอซาก้า

    4. โรงฝึกชูโดคัน
    ถัดจากศาลเจ้าโฮโกกุไปนิดจะเป็นโรงฝึกศิลปะป้องกันตัว เรียกว่า ชูโดคัน (Shudokan) ซึ่งน่าจะเป็นโรงฝึกศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่น เช่น ยูโด คาราเต้ หากมีโอกาสผ่านไปก็จะเจอเด็กนักเรียนมาแข่งเคนโด หรือสอบเลื่อนขั้นกันเต็มไปหมด ถ้าบังเอิญไปเจอและสนใจก็สามารถเดินเข้าไปชมการฝึกด้านในโรงฝึกได้
อัตราค่าเข้าชม : ฟรี
การเดินทาง : อยู่ติดกับศาลเจ้าโฮโกกุ

    5. Japan Mint (โรงกษาปณ์ญี่ปุ่น)
  อาคารรูปทรงคลาสสิกที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยูโด (Old Yodo) มีหน้าที่ดูแลเรื่องการผลิตเหรียญและเครื่องอิสริยาภรณ์ต่างๆ ด้านในมีพิพิธภัณฑ์เหรียญตราต่างๆ โดยเปิดให้เข้าชมฟรี แต่สิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวกลับเป็นสวนด้านนอกอาคาร เนื่องจากมีต้นซากุระกว่า 400 ต้น แยกเป็น 120 พันธุ์ ซึ่งหาชมได้ยากในที่อื่นๆ ที่นี่จึงติดอันดับจุดชมดอกซากุระที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโอซาก้า ช่วงซากุระบานของทุกๆปี สวนของโรงกษาปณ์จะเปิดให้คนภายนอกได้เข้ามาชมซากุระที่บานสะพรั่ง ฝูงชนทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติต่างก็แห่แหนกันมาเยี่ยมชมความงามของซากุระหลากหลายสายพันธุ์ที่ชูช่อแข่งกัน ตามสถิติของโรงกษาปณ์ในปี 2012 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมซากุระที่นี่มากถึง 6 แสนกว่าคน ภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน ที่เปิดให้เข้าชม หากอยากมาชมซากุระที่นี่ให้ทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่าต้องเจอกับพายุคนจำนวนมหาศาลแน่นอน แนะนำว่ามาเช้าๆก่อนเวลาเปิดให้ชมเพื่อจองคิวจะได้ไม่ต้องรอต่อแถวนาน
อัตราค่าเข้าชม : ฟรี
การเดินทาง : จากสถานี JR Osaka Temmangu หรือรถไฟใต้ดินสถานี Minamimorimachi เดินต่ออีก 10 นาที

    6. Tsutenkaku Tower (หอคอยสึเทนคาคุ)
  Tsutenkaku มีความหมายว่า “หอคอยสูงระฟ้า” เป็นตัวแทนซึ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของเมืองโอซาก้าในอดีต สร้างขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.1912 โดยมีหอไอเฟลของฝรั่งเศสเป็นต้นแบบ จึงมีอีกสมยานามว่า “หอไอเฟลแห่งนานิวะ” (Eiffel Tower of Naniwa) เดิมมีความสูงเพียง 64 เมตร ต่อมาในปี ค.ศ.1943 ถูกไฟไหม้ หนำซ้ำยังเคยถูกรื้อเอาเหล็กโครงสร้างออกมาขายในช่วงที่เมืองกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ผ่านมาจนกระทั่งปี ค.ศ.1956 จึงมีการสร้างขึ้นใหม่พร้อมทั้งปรับปรุงขึ้นให้ไฉไลกว่าเดิม โดยหอคอยสึเทนคาคุรุ่นที่ 2 นี้มีความสูง 103 เมตร ด้านนอกหอคอยมีการประดับประดาด้วยหลอดไฟ LED สีต่างๆ ส่วนไฟตรงยอดจะมีการเปลี่ยนสีไปตามสภาพอากาศในวันถัดไปอีกด้วย
    การเข้าชมหอคอยแห่งนี้ให้ขึ้นลิฟต์มาที่ชั้น 2 จะพบกับเคาท์เตอร์ขายตั๋ว ซื้อตั๋วเสร็จก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นต่างๆดังนี้
    บนชั้นที่ 5 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของหอคอย จะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าบูชาบิลลิเคน (Billiken) เทพเจ้าแห่งโชคลาภ หน้าตาคล้ายลิง (ตามประวัติบอกหน้าตาคล้ายเอลฟ์)
   ที่ชั้น 4 จะเป็นจุดชมวิวจริงๆ ของหอคอยแห่งนี้ โดยตัวหอคอยจะหมุนไปรอบๆ อย่างช้าๆ พร้อมทั้งกล้องส่องทางไกลแบบหยอดเหรียญ สำหรับใครที่อยากซูมดูชัดๆ ที่ชั้นนี้จะมีรูปปั้นพระพิฆเนศ ตั้งอยู่ให้ขอพร
    ที่ชั้น 3 เป็นส่วนจัดแสดงเมืองจำลองและรูปถ่ายเก่าๆ ของย่าน Shinseikai เมื่อครั้งอดีตที่ยังรุ่งเรือง ที่ชั้นนี้มีร้านกลิโกะยะ (Glico-Ya) ซึ่งขายขนมของกูลิโกะทุกอย่าง ตั้งแต่ขนมพื้นๆ อย่าง Pocky กล่องยักษ์ นอกจากขนมแล้วยังมีร้านอาหารให้ได้นั่งชมวิวไปด้วย
อัตราค่าเข้าชม : 600 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟใต้ดิน Ebisucho ทางออก 3 แล้วเดินต่ออีก 3 นาทีหรืจากสถานี Dobutsuenmae ทางออก 5 แล้วเดินต่ออีก 5 นาที

    7. ย่าน Tennoji
  ย่านเก่าแก่ที่ถือว่าเป็นประตูเข้าออกทางทิศใต้ของโอซาก้า เป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟเทนโนจิอันแสนคุ้นหูสำหรับคนที่เดินทางมาจากสนามบินคันไซ รวมไปถึงรถไฟทุกสายที่วิ่งมาจากทางตอนใต้จะต้องจอดที่สถานีนี้ ในแต่ละวันย่านนี้จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากนาราและวาคายาม่า ย่านเทนโนจิ (Tennoji) มีสถานที่เที่ยวน่าสนใจ เช่น สวนสาธารณะเทนโนจิ, สวนสัตว์เทนโนจิ, พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Osaka City Museum of Fine Arts, วัดชิเทนโนจิ, ศาลเจ้า Sumiyoshi-taisha, ห้างสรรพสินค้า Q’s Mall รวมไปถึงแหล่งบันเทิงเริงใจยามราตรีอีกด้วย
การเดินทาง : สถานี JR Tennoji, สถานีรถไฟใต้ดิน Tennoji

    8. Dotombori

   ถนนสายเล็กๆ เลียบคลองโดทมโบริ ซึ่งเต็มไปด้วยความคึกคักของแสงสีและผู้คนที่เดินทางมาดื่มกิน ช้อปปิ้งและชมความอลังการของป้ายดิสเพลย์ริมคลอง โดยเฉพาะป้ายไฟกูลิโกะซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและยังเป็นสัญลักษณ์หรือดาวเด่นที่มีคนมาถ่ายรูปคู่ด้วยมากที่สุด ตลอดถนนเส้นนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินผ่านไปมาอย่างหนาแน่น สองข้างทางเต็มไปด้วยสารพัดร้านอาหารที่ต่างก็ขึ้นป้ายดิสเพลย์ทั้งแสงสีและหุ่นจำลองขนาดใหญ่ ดูหน้าตื่นตาตื่นใจเรียกลูกค้า บริเวณสะพานเอบิซุซึ่งเป็นสะพานข้ามคลองก็เป็นจุดที่คึกคักมากเช่นกัน เนื่องจากเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาคอยถ่ายภาพแสงสีของป้ายไฟจากตึกที่อยู่ริมคลอง
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟใต้ดิน Namba ทางออก 14 แล้วเดินต่ออีก 5 นาที

    9. ถนนช้อปปิ้ง Shinsaibashisuji

    ช้อปปิ้งสตรีทที่คึกคักอีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโดทมโบริเท่าใดนัก เพียงเดินข้ามสะพานเอบิซุที่เป็นจุดชมป้ายกูลิโกะมาอีกฟาก ก็จะพบกับถนนคนเดินในร่ม ความยาวเกือบ 600 เมตร สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า ร้านอาหาร ฯลฯ และห้างสรรพสินค้า 2 แห่ง คือ ห้าง Daimaru และ Sogo ในแต่ละวันมีคนมาจับจ่ายใช้สอยที่ย่านนี้กว่า 6,000 คน และยิ่งคึกคักมากขึ้นเป็นสองเท่าในวันหยุด ย่านช้อปปิ้งสตรีทแห่งนี้ นักท่องเที่ยวนิยมมาเดินหาซื้อของฝากกันมาก โดยเฉพาะเครื่องสำอาง ครีม อาหารเสริมที่ทั้งลดแลกแจกแถมกันเป็นประจำ
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟใต้ดิน Shinsaibashi ทางออก 5,6 และ 10 แล้วเดินต่ออีก3 นาที

    10. America Mura (หมู่บ้านอเมริกัน)
    ศูนย์รวมแฟชั่นและวัฒนธรรมของวัยรุ่น ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในย่าน Minami สิ่งที่สังเกตได้ที่ย่านนี้ นอกจากเสาไฟรูปทรงเก๋ๆ แล้ว ก็คือกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากที่เดินเบียดเสียดกันจนเต็มถนนในช่วงวันหยุด โดยเฉพาะที่สวนสาธารณะ Sankaku-koen ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางของ America-mura ถือเป็นจุดนัดพบที่พวกวัยรุ่น มักมานัดเจอหรือรวมตัวกัน บางครั้งก็จะมีการรวมกลุ่มกันเต้น ร้องเพลงหรือเปิดการแสดงสมัครเล่น เรียกความสนใจของคนที่เดินผ่านไปมา วัยรุ่นที่นี่จะแต่งตัวกันเต็มที่ ทั้งแนวฮิปฮอป ร็อค  พั้งก์ ไปจนถึงคอสเพลย์แบบหลุดโลก ใครสนใจก็ลองไปขอถ่ายรูปคู่ได้ ย่านนี้ยังเป็นศูนย์รวมของร้านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รองเท้าและเครื่องประดับที่นำเข้ามาจากอเมริกาโดยเฉพาะ และยังเป็นที่ตั้งของห้าง Big Step ซึ่งมีทั้งร้านแบรนด์เนมชื่อดัง ร้านอาหาร และโรงภาพยนตร์และสปอร์ตคลับ
การเดินทาง :จากสถานีรถไฟใต้ดิน Yotsubashi ทางออก 5 แล้วเดินต่ออีก 3 นาที หรือ จากสถานี Shinsaibashi ทางออก 7 แล้วเดินต่ออีก 5 นาที

    11. Bay Area (ย่านริมอ่าว)

    บริเวณพื้นที่ริมอ่าวโอซาก้า แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ Nanko, Universal Studio และ Tempozan เป็นโซนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากการถมทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นท่าเรือสำหรับขนส่งสินค้า มีท่าเรือเฟอร์รี่สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางมาจากชิโกกุและคิวชู บริเวณริมอ่าว ยังเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมหลายแห่งเช่น สวนสนุกยูนิเวอร์แซล, อาคาร ATC (Asia Pacific Trade Center), อาคาร WTC Cosmo Center, พิพิธภัณฑ์ Osaka Maritime, ชิงช้าสวรรค์ยักษ์เทมโปซาน (Tempozan Ferris Wheel) เป็นต้น การเดินทางไปมาระหว่างพื้นที่ริมอ่าวมีรถราง Nanko Port Town Line หรือเรียกย่อๆว่า New Tram เป็นรถรางไร้คนขับที่วิ่งเชื่อมต่อกับรถไฟใต้ดินระหว่างสถานี Suminoe Koen (สาย Yotsubashi) กับสถานี Cosmosquare (สาย Chuo)  


    12. Universal Studio Japan

    อาณาจักรของคนรักหนังฮอลลิวู้ด หนึ่งเดียวในญี่ปุ่นและแห่งแรกของเอเชีย ที่รวมเครื่องเล่นสุดมันส์และธีมปาร์คที่จำลองมาจากฉากของภาพยนตร์ชื่อดัง เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ.2001 ปัจจุบันมีอายุครบ 12 ปี ภายในอาณาบริเวณอันกว้างขวาง แบ่งออกเป็นโซนหลักๆ 8 โซน คือ

  1. San Francisco ร่วมเจาะเวลาหาอดีตไปกับรถไทม์แมชชีน จากภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future
  2. New York โซนที่จำลองบรรยากาศของเมืองนิวยอร์กในยุคปี ค.ศ. 1930 มีโรงภาพยนตร์ 3 มิติ เรื่องคนเหล็กและเครื่องเล่น The Amazing Adventures of Spider-Man ผจญภัยล่าเหล่าร้าย ไปกับ สไปเดอร์แมน
  3. Hollywoodโซนที่เต็มไปด้วยโรงภาพยนตร์ 4 มิติ พร้อมสเปเชียลเอฟเฟ็คต์สุดตระการตาสมจริง ราวกับเข้าไปอยู่ในโลกแห่งภาพยนตร์ ทั้ง เชร็ค เซซามิสตรีท พร้อมนั่งรถไฟเหาะ Hollywood Dream The Ride ชมวิวสวนสนุกในมุมสูงด้วยความเร็วกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  4. Jurassic Park จำลองบรรยากาศแบบในภาพยนตร์เรื่อง จูราสสิคพาร์ค ล่องแพหนีการตามล่าของเหล่าไดโนเสาร์ พร้อมกับดิ่งลงจากความสูงกว่า 25 เมตร สู่พื้นน้ำเบื้องล่าง
  5. Universal Wonderland โซนน้องใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิด เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี ของ Universal Studio Japan ดินแดนอันแสนสนุกของน้องๆ หนูๆ ประกอบไปด้วยธีมพาร์คที่สร้างจากตัวการ์ตูนยอดนิยม 3 เรื่อง ได้แก่ แมวเหมียว คิตตี้ เจ้าตูบสนูปปี้ และเหล่าตัวละครจากเซซามิสตรีท แต่ละธีมจะมีอาคารสีสดใส ด้านในร้านอาหาร ของเล่นเด็ก และเครื่องเล่นแสนสนุกให้เลือกมากมาย
  6. Lagoon สระน้ำขนาดใหญ่สำหรับจัดแสดงชุดปีเตอร์แพน
  7. Water World การแสดงโชว์สุดระทึกใจด้วยฉากที่จำลองมาจากภาพยนตร์เรื่อง Water World ที่ทั้งสนุก ตื่นเต้นและตลกสุดๆ
  8. Amity Village ตื่นเต้นไปกับการล่องเรือ หลบหนีการตามล่าของฝูงปลาฉลามยักษ์ จากภาพยนตร์เรื่อง JAWS
  9. The Wizarding World of Harry Potter เป็นการจำลองปราสาทฮอกวอตส์ หมูบ้านฮอกมีด ร้านโอลลิแวนเดอร์และเครื่องเล่นอื่นๆ อีกมากมายจากภาพยนตร์เรื่อง แฮร์รี่พอตเตอร์

    การเที่ยว Universal Studio อาจต้องทำใจเรื่องบัตรค่าเข้าที่ค่อนข้างจะแพงสักนิด แต่ใครที่เป็นแฟนหนังฮอลลิวู้ดก็น่าลองเข้ามาเที่ยวดูสักครั้ง
    ขอแนะนำว่าให้มาวันธรรมดาและมาแต่เช้าก่อนสวนสนุกเปิดเลยก็ยิ่งดีค่ะ จะได้รับไปต่อคิวเครื่องเล่นที่ต้องการก่อน เนื่องจากแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเยอะมาก เครื่องเล่นทุกชนิดเต็มไปด้วยคนที่มาต่อคิว โดยมักจะต้องรอคิวเล่นแต่ละอย่างไม่ต่ำกว่า 20 นาที เพราะฉะนั้นก่อนมาควรเล็งเอาไว้ก่อนว่า จะเล่นอะไรดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินเลือกและอยู่เที่ยวทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนสวนสนุกปิดเลยถึงจะคุ้มค่า (ช่วงกลางคืนจะมีขบวนพาเหรดให้ดูอีกด้วย)
การเดินทาง : สถานี JR Universal City
**ด้านในสวนสนุก Universal Studio จะไม่ค่อยมีร้านอาหารให้เลือกมากเท่าไหร่ (แถมราคาแพง) แนะนำให้ติดพวกขนม เอาไว้รองท้องแล้วไปหาอะไรทานแถวโซน Universal City walk จะดีกว่า**

    13. พิพิธภัณฑ์ Takoyaki
พิพิธภัณฑ์ทาโกยะกิตั้งอยู่ที่ชั้น 4 ของ Universal City Walk ที่นี่คือ แหล่งรวมร้านทาโกยะกิอันโด่งดัง ของโอซาก้าถึง 5 ร้าน ที่ชาวเมืองการันตีแล้วว่าอร่อยที่สุด โดยแต่ละร้านก็จะทีส่วนผสมเด็ดๆ ที่แตกต่างกันออกไป ก่อนจะเลือกชิมก็ลองเดินๆ ดูส่วนประกอบหรือบรรยากาศก่อนก็ได้ หรือถ้าใครมีกระเพาะที่แข็งแรง ก็สามารถชิมให้ครบทุกร้านเลยก็ได้
การเดินทาง :สถานี JR Universal City (ร้านอยู่บนชั้น 4 ของ Universal City walk)
    
    14. พิพิธภัณฑ์ Osaka Maritime
    อาคารรูปทรงโดมกระจกที่ตั้งอยู่กลางน้ำแห่งนี้ ด้านในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การค้าทางทะเล และเรือสินค้าที่เข้าออกที่อ่าวโอซาก้าในอดีต ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นโดมแก้วโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำทะเล กว้างราว 70 เมตร สูง 40 เมตร ที่นี่จะมีการจัดแสดงประวัติศาสตร์การค้าขายทางทะเล ตั้งแต่สมัยที่พ่อค้าจากนานาประเทศ เริ่มนำเรือออกไปค้าขายทั่วโลก จนถึงภาพของโอซาก้าในสมัยเอโดะ ไฮไลท์ของที่นี่ คือ เรือ Naniwa Maru ขนาดยาว 30 เมตร ที่มาจัดแสดง สามารถขึ้นไปชมเรือด้านในได้ด้วย
อัตราค่าเข้าชม : 600 เยน, เด็กเข้าฟรี
การเดินทาง :จากสถานี Cosmo Square แล้วเดินต่ออีก 10 นาที

    15. ชิงช้าสวรรค์ Tempozan Ferris Wheel

    ไฮไลท์สำคัญของคนที่มาเที่ยวที่ Tempozan ก็คือ การได้มาขึ้นชิงช้าสวรรค์ Tempozan (เรียกอีกหนึ่งชื่อว่า Daikanransha) ชมวิวแบบพาโนรามารอบอ่าวโอซาก้า ชิงช้าขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่าน อยู่ริมอ่าวโอซาก้าแห่งนี้ มีความสูงถึง 112.5 เมตร จากพื้นดิน ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นชิงช้าสวรรค์ ที่สูงที่สุดในโลกมาแล้ว (ปัจจุบันตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของชิงช้าสวรรค์สิงคโปร์ ฟลายเออร์ ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งสูง 165 เมตร) ตัวกระเช้าชิงช้ามีทั้งแบบธรรมดาและแบบที่ดีไซน์ให้มีพื้นโปร่งใส (See-through cabin) มองทะลุลงไปข้างล่างได้ เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นและความโรแมนติกไปพร้อมๆกัน
    ใครอยากจะนั่งแบบไหนก็เลือกกันได้ตามใจชอบ ใช้เวลาหมุนรอบละประมาณ 15 นาที เมื่อหมุนขึ้นไปถึงด้านบนสุด จะสามารถมองเห็นวิวของตัวเมืองโอซาก้าได้ไกลสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว หากจะมานั่งชิงช้าสวรรค์ยักษ์ขอให้มาช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน วิวที่โอซาก้าจะสวยงามมากจริงๆ
อัตราค่าเข้าชม : 800 เยน
การเดินทาง :จากสถานีรถไฟใต้ดิน Osakako ทางออก 1 หรือ 2 แล้วเดินตรงไป 200 เมตร

    16. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Osaka Aquarium Kaiyukan
    พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่มีผู้คนมาเยี่ยมชมหนาแน่นทุกวัน เป็นหนึ่งในอควาเรียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้านในมีแท็งค์น้ำขนาดใหญ่ถึง 15 แท็งค์ที่บรรจุสัตว์น้ำ 580 สายพันธุ์ จำนวนกว่า 30,000 ตัว รวมทั้งนกเพนกวิน แมงกะพรุน แมวน้ำและปลาโลมา ส่วนดาวเด่นของอควาเรียมแห่งนี้ คงหนีไม่พ้น เจ้าฉลามวาฬยักษ์ ที่ใครๆ ก็อยากมาเห็นด้วยตาของตัวเองสักครั้ง อควาเรียมแห่งนี้มักจะคึกคักไปด้วย ขบวนนักท่องเที่ยวและนักเรียนที่มาทัศนศึกษา ถ้าไม่อยากเบียดเสียดกับผู้คนก็ควรมาเที่ยวตั้งแต่เช้ากันเลย
อัตราค่าเข้าชม : 2,300 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถใต้ดิน Osakako ทางออก 1 หรือ 2 เดินตรงไป 200 เมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเดินไปอีก 200 เมตร

   17. WTC Cosmo Tower
    สัญลักษณ์สำคัญของย่านท่าเรือ มีความสูง 256 เมตร นับเป็นอาคารที่สูงที่สุด ในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น ด้านในเป็นอาคารสำนักงาน จุดชมวิวของตึกนี้จะอยู่ที่ชั้น 55 ก่อนจะขึ้นไปชมวิว ต้องซื้อบัตรผ่านจากชั้นล่างแล้วขึ้นลิฟต์ที่จัดไว้ให้โดยเฉพาะเท่านั้น โดยลิฟต์จะจอดส่งถึงแค่ชั้น 52 แล้วเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปอีกนิด ด้านบนมีลักษณะเป็นตัวหอคอยผนังเป็นกระจกใสมองได้รอบ 360 องศา จากบนนี้สามารถมองเห็นวิวของอ่าวโอซาก้าได้อย่างชัดเจน บนจุดชมวิวของตึก WTC นี้ คนไม่พลุกพล่านเท่ากับตึก Umeda Sky Building จึงให้บรรยากาศดีกว่าและถ่ายภาพได้สะดวกกว่า แนะนำว่าควรมาช่วงเย็น เพื่อดูท้องฟ้าเปลี่ยนสีตอนพระอาทิตย์ตกจะสวยงามมาก
    นอกจากนี้ตรงลานด้านบนยังมีร้านอาหาร ร้านกาแฟเปิดให้บริการ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการทานอาหาร ขนม ในบรรยากาศโรแมนติกอีกด้วย
อัตราค่าเข้าชม : 500 เยน
การเดินทาง : สถานี Trade Center Mae

   18. เรียนทำบะหมี่สำเร็จรูป ณ พิพิธภัณฑ์ Momofuku Ando Instant Ramen
    ตั้งอยู่ที่เมืองอิเคดะไม่ไกลจากตัวเมืองโอซาก้ามากนัก สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ท่าน โมโมฟุกุ อันโด ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Food Product และเป็นผู้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นเป็นรายแรก ที่ชั้นแรกของพิพิธภัณฑ์จะเป็นส่วนจัดแสดงถึงประวัติความเป็นมาของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนิชชิน วัตถุดิบที่ใช้ไปจนถึงกระบวนการผลิต บริเวณข้างกำแพงยังเต็มไปด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของนิชชินทุกรส ที่เคยวางขายนำมาจัดแสดงให้ชมด้วย
    ส่วนที่สองของพิพิธภัณฑ์ เรียกว่า “My Cup Noodle Factory” เป็นจุดที่ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ สามารถปรุงบะหมี่คัพนู้ดเดิลรสของตัวเอง พร้อมทั้งดีไซน์กราฟฟิกบนถ้วยบะหมี่ได้เองอีกด้วย ซึ่งตรงจุดนี้เราเพียงแค่ซื้อถ้วยบะหมี่เปล่า จากเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ แล้วจึงบรรเลงลายกราฟฟิกลงบนถ้วยบะหมี่ตามใจชอบ เสร็จแล้วนำมาบรรจุเส้น เลือกชนิดของน้ำซุป (มีให้เลือก 4 รส) เลือกท็อปปิ้งได้ 4 อย่างจากทั้งหมด 18 ชนิด ซีลฝาถ้วย แล้วบุในถุงอากาศเพื่อกันกระแทก ในขั้นตอนสุดท้าย เพียงเท่านี้เราก็จะได้บะหมี่คัพนู้ดเดิลรสชาติของเราเอง หนึ่งเดียวในโลกกลับไปเป็นที่ระลึก
    กิจกรรมอีกอย่างที่ได้รับความนิยมของพิพิธภัณฑ์นี้ก็คือ เวิรืคช้อปทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสไก่ (Chicken Ramen Factory) บนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นรสชาติแรกของนิชชิน ที่วางตลาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 โดยเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการทำเส้น ตั้งแต่นำแป้งสาลีมาผสมกับน้ำซุปและเครื่องปรุง นวดให้เข้ากันแล้วซอยให้เป็นเส้น จากนั้นจึงนำเส้นไปทอดก่อนจะนำมาบรรจุใส่ซอง ที่เราได้วาดรูปบนหน้าซองเอาไว้แล้ว เมื่อทำเสร็จนอกจากเราจะได้บะหมี่ฝีมือตัวเองกลับไปเป็นที่ระลึกแล้ว ยังได้บะหมี่รสไก่ (รสต้นตำหรับ) พร้อมด้วยผ้าคลุมผมอีกด้วย เวิร์คช้อปนี้ใช้เวลาประมาณ 90 นาที
    ใครสนใจอยากลงเวิร์คช้อปต้องเข้าไปลงทะเบียนล่วงหน้าก่อน http://rsv.i.instantramen-museum.jp/calendar.php โดยต้องสมัครสมาชิกก่อน (แต่จะสอนและบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นนะจ๊ะ)
อัตราค่าเข้าชม : ชมฟรี ค่าเวิร์คช้อปทำราเมงรสไก่ (ต้องจองล่วงหน้า) 500 เยน ค่าทำสูตรเฉพาะถ้วยละ 300 เยน
การเดินทาง :รถไฟ Hankyu Takarazuka ลงที่สถานี Ikeda ทางออก 2 แล้วเดินต่ออีก 5 นาที