WISMATRAVEL - ตั๋วถูกจัง
ตั๋วถูกจัง

AOMORI

อาโอโมริ เหนือสุดแห่งฮอนชู
 

Aomori (ภูมิภาคโทโฮขุ)
อาโอโมริ เหนือสุดแห่งฮอนชู

     อาโอโมริ จังหวัดเหนือสุดอาณาเขตแห่งเกาะฮอนชู มีประวัติศาสตร์ ประเพณี และสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเมืองฮิโรซากิ เมืองแห่งปราสาทโบราณอันยิ่งใหญ่ การแห่โคมไฟเนบูตะและเนปูตะอันตระการตา ทะเลสาบโทวะดะ ที่เกิดจากแอ่งภูเขาไฟที่งดงาม หรือแม้กระทั่งผลผลิตแอปเปิ้ลชื่อดังของเมืองอาโอโมริเอง จึงเป็นสถานที่เที่ยวที่น่าค้นหาและไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง 

การเดินทางไปอาโอโมริ >> นั่งรถไฟจากเมืองต่างๆ 
  • โตเกียว >> อาโอโมริจากสถานี JR Tokyo นั่งชินคังเซนสาย Tohoku Shinkansen ขบวน Hayabusa มาลงที่สถานี Shin-Aomori ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 15 นาที จากนั้นต่อรถไฟโลคอลของ JR ลงมาสถานี JR Aomori ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมือง ใช้เวลาอีก 6 นาที
  • เซนได >> อาโอโมริจากสถานี JR Sendai นั่งชินคังเซนสาย Tohoku Shinkansen ของ Hayabusa มาลงที่สถานี Shin-Aomori ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที จากนั้นต่อรถไฟโลคอลของ JR ลงสถานี JR Aomori ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง ใช้เวลาอีก 6 นาที
  • ฮาโกดาเตะ (เกาะฮอกไกโด) >> อาโอโมริ จากสถานี Shin-Hakodate-Hokuto นั่งชินคังเซนสาย Hokkaido Shinkansen ลงสถานี Shin-Aomori ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถไฟโลคอลของ JR Aomori ใช้เวลาอีก 6 นาที
การเดินทางภายในเมืองอาโอโมริ
     ที่ตั้งของสถานี JR Aomori อยู่ใจกลางเมืองของอาโอโมริเลย ดังนั้นจึงสามารถเดินเที่ยวภายในตัวเมืองได้อย่างสะดวกเว้นแต่จะออกไปยังสถานีที่ไกลออกไปก็สามารถเดินทางโดยรถบัส ซึ่งมีให้บริการอยู่ด้านหน้าของสถานี JR Aomori เลย
การเดินทางไปฮิโรซากิ
  • อาโอโมริ >> ฮิโรซากิ จากสถานี JR Aomori โดยรถไฟโลคอลของ JR สาย Ou Line for Hirosaki ไปลงสถานี JR Hirosaki ใช้เวลา 50 นาทีหรือเดินทางโดยรถไฟด่วนพิเศษ ขบวน LTD. EXP TSUGARU ลงที่สถานี JR Hirosaki เช่นกัน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที 
การเดินทางภายในเมืองฮิโรซากิ
  • Dotemachi 100 yen Loop Bus เป็นบริการรถบัสขนาดเล็ก วิ่งภายในตัวเมืองเป็นวงกลม ราคา 100 เยน ตลอดสายให้บริการ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. (ธันวาคม – มีนาคม เวลา 10.00-17.00 น.) 
  • Tamenobu Bus เป็นบริการรถบัสขนาดเล็ก แบ่งเป็น 2 สาย คือ Tamenobu Route Inbound วิ่งภายในตัวเมืองและ Tamenobu Route Outbound วิ่งในเมือง-นอกเมือง (ถึงแค่สวน Hirosaki Apple Park) ราคา 100 เยน ตลอดสาย (มีตั๋ว 1 Day Pass ในราคา 500 เยน)

สถานที่เที่ยวที่น่าสนใจ

สะพานแขวน Aomori Bay
     เป็นสะพานแขวนที่ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือและอ่าวอาโอโมริ มีความยาว 1,219 เมตร โดยยาวที่สุดในบรรดาสะพานแขวนในเขตเมืองอาโอโมริ เนื่องจากเป็นสะพานที่สวยงามและอยู่ในบริเวณจุดชมวิว จึงเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของอาโอโมริและมีคนนิยมมาถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเวลาค่ำคืนจะงดงามด้วยแสงไฟ
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Aomoriเดินไปทางซ้ายมือ (ทางอ่าวอาโอโมริ) ข้ามถนนเดินไปอีกประมาณ 200 เมตร
 
พิพิธภัณฑ์ Warasse Nebuta
     เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเกี่ยวกับหุ่นโคมไฟ Nebuta เปิดเป็นทางการในปี 2011 ภายในมี 2 โซน คือ โซนนิทรรศการ ฟรี ส่วนโซนพิพิธภัณฑ์ต้องเสียเงินค่าเข้า
     อาโอโมริมีชื่อเสียงเรื่องเทศกาลแห่งหุ่นโคมไฟ Nebuta มากที่สุดในญี่ปุ่น โดยจัดมาแล้วกว่า 280 ปี จึงได้มีการเก็บรวบรวมและอนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา มีทั้งประวัติความเป็นมาของ Nebuta และ Aomori Nebuta Festival มีหุ่นจำลองขบวนของเทศกาล เครื่องแบบการต่างกาย รวมถึงหุ่นโคมไฟที่ได้รับรางวัลในการประกวดแสดงไว้ด้วย และจะมีการแสดงการตั้งโครงของตัวหุ่นจริงให้ดู ซึ่งการสร้างสรรค์ประติมากรรมโคม Nebuta นั้นกว่าจะวางคอนเซ็ปต์ ขึ้นโครงและประดับหลอดไฟจากภายใน แปะกระดาษสาญี่ปุ่น รวมถึงลงสีนั้นต้องกินเวลาราว 1 ปี เลยทีเดียว ในเมืองฮิโรซากิจะมีเทศกาลแห่โคมไฟขนาดใหญ่เหมือนกัน แต่เรียกว่า Nebuta แตกต่างจาก Nebuta ตรงที่เป็นโคมไฟแบบ 1 มิติ
     สาระน่ารู้ : Nebuta หุ่นโคมไฟรูปเทพเจ้า
     Nebuta หรือหุ่นโคมไฟที่ทำเป็นรูปเทพเจ้า นักรบ ซามูไร บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ รูปสัตว์ขนาดใหญ่น่าเกรงขาม จังหวัดอาโอโมริได้มีการจัดเทศกาล Aomori Nebuta Festival คือการแห่หุ้นโคมไฟนี้อย่างยิ่งใหญ่พร้อมมีขบวน Haneto หรือพาเหรดของชาวเมืองที่แต่งกายชุดท้องถิ่นและมีการเต้นระบำไปด้วย ในฤดูร้อน คือ 1-7 สิงหาคม ของทุกปี โดยจะจัดทั้งกลางวันและกลางคืน สามารถเรียกนักท่องเที่ยวมาชมงายถึงล้านคนต่อไปเลยทีเดียว
การเดินทาง : จากหน้าสถานีรถไฟ JR Aomori เดินไปทางซ้ายมือฝั่งสะพานอาโอโมริ แล้วข้ามถนน พิพิธภัณฑ์จะอยู่ตรงข้ามกับ A-Factory
 
A-Factory
     อาคารสีขาว โมเดิร์น ที่ด้านบนมีผลแอปเปิ้ลเป็นสัญลักษณ์แห่งนี้ คือ ตลาดสดแบบติดแอร์ขายสินค้า ของฝากและของที่ระลึกที่มีชื่อเสียงจากเมืองอาโอโมริ มีทั้งผลไม้สด โดยเฉพาะแอปเปิ้ลและผลไม้แปรรูป เช่นแยมผลไม้ น้ำผลไม้ ผลไม้กระป๋อง และไวน์ รวมถึงขนมนมเนยต่างๆ ที่สามารถหิ้วกลับมาได้
     ในโซนที่ติดกับสะพานและอ่าวอาโอโมริจะมีร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ และร้านกาแฟ สามารถสั่งแล้วมานั่งรับประทานที่โต๊ะซึ่งวางอยู่บริเวณตรงกลาง
การเดินทาง : จากหน้าสถานีรถไฟ JR Aomoriเดินไปทางซ้ายมือฝั่งสะพานอาโอโมริ แล้วข้ามถนนเดินไปอีกประมาณ 200 เมตร
 
ถนน Shin-machi (ย่านกิน ย่านเที่ยวเวลากลางคืน)
     ถนนชินมาจิ เป็นถนนสายการค้าเส้นหลักของเมืองอาโอโมริ เป็นที่ตั้งของห้างร้านสำคัญ ร้านอาหาร รวมถึงร้านสะดวกซื้อทั้ง 2 ฝั่ง ในตอนกลางคืนก็จะเป็นแหล่งกินแหล่งช้อปที่มีสีสัน โดยเฉพาะร้านอาหารกลางคืนและในช่วงเทศกาลสำคัญของเมือง เช่น เทศกาลแห่โคมไฟ Nebuta จะถูกจัดบนถนนเส้นนี้เป็นหลัก
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Aomori ถัดไปจากป้ายรถเมล์หน้าสถานีเป็นถนน Shin-machi
 
ตลาดปลา Auga Fish Market
     Auga เป็นตลาดปลาที่ตั้งอยู่ในชั้นใต้ดินของศูนย์การค้า Auga Festival City ซึ่งรับประกันเนื้อปลา เนื่องจากจับมาสดๆ จากท่าเรือทุกวัน รวมถึงมีอาหารทะเลจำพวก กุ้ง หอย ปู สาหร่ายขายด้วย นอกจากนี้ยังมีโซลตลาดสด มีผัก ผลไม้สด และของฝากอื่นๆ เช่น ขนมนมเนย อาหารแห้ง สาหร่ายแปรรูป ฯลฯ ขายในราคาไม่แพงและในบริเวณยังมีร้านอาหารแบบเป็นล็อคให้บริการ มีเมนูอาหารทะเลแบบสดๆ ให้เลือกทานแบบจุใจ รวมถึงเมนูหอยเชลล์อาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้ด้วย
การเดินทาง :ากสถานีรถไฟ JR Aomoriเดินตรงมาที่ถนน Shin-machi อีกประมาณ 100 เมตร จะเจอตึก Auga Festival City ตลาดปลาจะอยู่ชั้นใต้ดิน
เวลาเปิด-ปิด : 05.00-18.30 น. (ปิดวันพุธบางวัน)
 
Sannaimaruyama Site (ย้อนประวัติศาสตร์สมัยโจมง Jomon)
     เป็นแหล่งที่ขุดพบซากอารยธรรมโบราณ ในยุคเริ่มต้น-กลางของสมัยโจมง (13,000-300 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษ) ที่ใหญ่ที่สุดและยังคงรักษาสภาพได้อย่างสมบูรณ์ ในลักษณะที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ กินพื้นที่กว่า 390,000 ตารางเมตร (แต่เปิดให้เข้าชมสำหรับคนทั่วไปแค่ 200,000 ตารางเมตร)
    ด้านหน้าคือ Sannai-Maruyama Exhibition Room เป็นโซนจัดแสดงแบบนิทรรศการถาวร โดยแบ่งข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกขุดพบเป็นประเภทต่างๆ อย่างเข้าใจง่าย และหากเลี้ยวซ้ายจะเป็น Site Zone คือบริเวณที่ขุดค้นจริง สถานที่แห่งนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญ ในขณะที่การสำรวจที่ดินเพื่อสร้างสนามเบสบอลชุมชน โดยขุดพบซากวัตถุโบราณ โครงสร้างบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้ ซากเครื่องปั้นดินเผา แม้กระทั่งหลุมฝังศพด้วย จากนั้นจึงมีการสงวนพื้นที่นี้ไว้ และนักโบราณคดีได้มีการศึกษา ค้นคว้าจากโครงสร้างบ้านเรือนในสมัยนั้น ด้วยวัสดุที่ใกล้เคียง อันประกอบไปด้วย บ้านหลุมที่ดูจากด้านนอกเหมือนมีแค่หลังคา แต่ด้านในมีช่องทางเดินลงไปเป็นที่อยู่อาศัยจริงๆ หรือบ้านแบบโบราณที่มีโครงสร้างเสาหกต้น ซึ่งใช้ต้นเกาลัดมาทำเป็นเสา รวมถึงบันไดที่นำท่อนไม้มาเรียงกันตามความสูงเป็นขั้นๆ ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของคนในยุคนั้น และบ้านขนาดใหญ่ (Long House) ที่มีความยาวถึง 32 เมตร ด้านในมีโครงสร้างเสาไม้ขนาดใหญ่แน่นหนาและที่โดดเด่นคือเสาเกาลัดขนาดใหญ่ 6 ต้น แบ่งเป็น 3 ชั้น ว่ากันว่าเป็นหอคอยในสมัยนั้น เป็นต้น ส่วนซากโบราณวัตถุอื่นๆ ก็ได้มีการสร้างโดมครอบไว้เพื่อรักษาสภาพให้คงเดิมมากที่สุด (ด้านในติดแอร์)
ค่าเข้าชม :ฟรี
เวลาเปิด-ปิด : เดือนตุลาคม – พฤษภาคม เปิดเวลา 09.00 น. ปิดเวลา 17.00 น.
การเดินทาง :จากสถานีรถไฟ JR Aomoriนั่งรถบัสสาย Menkyo-center แล้วลงป้าย Sannai-Maruyama Iseki-mae ใช้เวลาเดินทาง 20 นาที
 
ปราสาทและสวน Hirosaki
     ปราสาทฮิโรซากิเป็นปราสาทเก่าแก่สมัยเอโดะ สร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1611 โดยท่านสึงารุ (Tsugaru) ผู้ปกครองภูมิภาคโทโฮะขุ ในสมัยนั้น เริ่มแรกมีด้วยกัน5 ชั้น แต่ถูกฟ้าผ่าเมื่อปี ค.ศ.1627 ต่อมามีการซ่อมแซมให้คงเค้าโครงเดิมให้มากที่สุด แต่เหลือเพียง 3 ชั้น จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามบริเวณรอบๆ สวนฮิโรซากิรวมถึงตัวปราสาทยังคงมนต์เสน่ห์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นไว้ และได้รับฉายาว่า “เกียวโตน้อยแห่งภูมิภาคตอนเหนือ” อีกด้วย
     สำหรับทางเข้าปราสาทมีอยู่ 2 ประตูหลักด้วยกันคือ ประตู Kamenokomon อยู่ทางตอนเหนือติดกับโซนหมู่บ้านซามูไร และประตู  Otemon ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ติดกับป้ายรถเมล์ Shiyakusho-mae และมีสวน Fujita ซึ่งเป็นสวนที่จัดแบบเซนอยู่ด้านหน้าอีกด้วย
ในฤดูใบไม้ผลิ บริเวณรอบสวนและทางเดินไปยังปราสาทจะเต็มไปด้วยต้นซากุระหลากหลายสายพันธุ์ที่พร้อมใจกันบานงดงาม ที่นี่จึงเป็นจุดชมซากุระบานที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอาโอโมริ ส่วนฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้ก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง ส้ม สวยงามเช่นกัน (หากไปในฤดูร้อนความรู้สึกจะไม่ต่างจากสวนรถไฟบ้านเรา)
     สำหรับด้านในของปราสาทจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมข้าวของเครื่องใช้โบราณ และประวัติความเป็นมาของปราสาทฮิโรซากิ ซึ่งหากใครพอมีเวลาก็ไม่ควรพลาด นอกจากนี้ภายในบริเวณสวนใกล้กับประตู Otemon (หากเดินเข้ามาจากประตู เจอทางแยกเลี้ยวขวา) จะเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่เต็มไปด้วยซากุระสายพันธุ์ต่างๆ (แนะนำว่า ควรเข้าชมเฉพาะในฤดูซากุระบานเท่านั้น) จากบริเวณสวนยังสามารถมองเห็น Hirosaki Castle Arboretum ปราสาทขนาดเล็กที่อยู่หัวมุมของคูน้ำชัดเจนอีกด้วย
การเดินทาง : จากสถานี JR Hirosaki นั่งรถ Dotemachi Loop Bus จากชานชาลาที่ 2 แล้วลงป้าย Shiyakusho-mae ใช้เวลา 15 นาที หรือนั่งรถ Tamenobu Bus จากชานชาลาที่ 4 แล้วลงป้าย Shiyakusho-mae ใช้เวลา 15 นาที จากนั้นเดินเข้าประตู Otemon
 
สวนแอปเปิ้ล Hirosaki
     อาโอโมริ คือ แหล่งปลูกแอปเปิ้ลที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น และเป็นผู้ผลิตแอปเปิ้ลเกือบ 50% ของการผลิตรวมในประเทศ และยังมีการส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วย และโซนที่ปลูกแอปเปิ้ลเป็นล่ำเป็นสันและมีชื่อเสียงก็คือ เมืองฮิโรซากิ จะพบว่ามีสวนแอปเปิ้ลตลอดทางและปลูกในบ้านเรือนด้วย หากมีโอกาสมาเที่ยวแล้วอยากชมสวนหรือเก็บแอปเปิ้ลด้วยตัวเอง ต้องไม่พลาดที่นี่ Hirosaki Apple Park หรือ Ringo Koen ที่มีขนาดกว้างใหญ่ถึง 52,000 ตารางเมตร มีต้นแอปเปิ้ลกว่า 1,200 ต้น 65 สายพันธุ์ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมสวนกว่าแสนคน
     ภายในบริเวณยังมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของสวน นั่นก็คือ จุดชมวิวที่มีลักษณะเป็นภูเขาจำลอง สามารถมองจากด้านบนเห็นอาณาเขตของสวนแอปเปิ้ลทั้งหมด วิวทิวทัศน์เมืองฮิโรซากิที่มีภูเขาอิวากิ (Mt. Iwaki) เป็นฉากหลังสวยงาม และที่พลาดไม่ได้ คือ อาคาร Apple House ด้านในมีแอปเปิ้ลสดๆ ขายและมีผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากแอปเปิ้ลภายในสวนให้ซื้อติดไม้คิดมือด้วย
ด้านหน้าอาคารยังมีอนุสาวรีย์หนูน้อยถือตะกร้าแอปเปิ้ล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพากเพียรของชาวเมืองฮิโรซากิในการคิดค้น พัฒนาสายพันธุ์แอปเปิ้ลจนประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับใครที่อยากชมสวนให้ทั่วแต่ขี้เกียจเดิน ก็มีบริการเช่าจักรยาน ชั่วโมงละ 500 เยน อยู่ด้านหน้าของอาคารเช่นกัน
     ในต้น – กลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี ดอกแอปเปิ้ลจะเริ่มเบ่งบานเต็มสวน งดงามไม้แพ้ซากุระ ดังนั้นที่นี่จึงมีเทศกาลชมดอกแอปเปิ้ลกัน โดยมีทั้งการแสดงและวงดนตรีมาเล่นให้ชมอย่างสนุกสนาน สำหรับฤดูการเก็บเกี่ยวแอปเปิ้ลนั้นจะเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน ซึ่งช่วงนี้แหละที่เราสามารถเก็บแอปเปิ้ลได้ด้วยตัวเอง โดยมีไกด์กำกับ และสอนวิธีการเก็บลูกแอปเปิ้ลที่ถูกวิธี 
ค่าเข้าชม : ฟรี, แอปเปิ้ลราคาจะแตกต่างกันตามชนิด และน้ำหนัก
เวลาเปิด-ปิด : 09.00 – 17.00 น. ปิด 29 ธันวาคม – 3 มกราคม 
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Hirosaki
  1. นั่งรถ Konan Shuttle Bus จากชานชาลาที่ 6 ลงป้าย Tokiwazaka-iriguchi ราคา 280 เยน จากนั้นเดินอีก 500 เมตร รถรอบแรกจากสถานี เวลา 08.00 น. และเที่ยวสุดท้ายจากป้าย Tokiwazaka-iriguchi เวลา 16.36 น.
  2. นั่งรถ Tamenobu Bus จากชานชาลาที่ 4 ลงป้าย Ringo Koen (Apple park) ราคา 100 เยน ใช้เวลา 45 นาที รถรอบแรกจากสถานี เวลา 09.15 น. และเที่ยวสุดท้ายจากสวน เวลา 15.40 น.
ทะเลสาบ Towada
     หรือ Lake Towada ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Towada – Hachimantai คาบเกี่ยวพรมแดนของจังหวัดอาโอโมริ (Aomori) กับจังหวัดอะคิตะ (Akita) ความงามของทะเลสาบรวมถึงทัศนียภาพ โดยรอบจะปรากฏชัดในฤดูใบไม้ร่วงด้วยภูเขาและผืนป่าที่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง แดง ส้ม คละกัน
     ทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากปล่องภูเขาไฟคู่ที่มีการระเบิดเมื่อสองแสนปีก่อน จนเป็นแอ่งขนาดใหญ่และมีความลึกถึง 327 เมตร ถือเป็นทะเลสาบน้ำลึกอันดับ 3 ในประเทศญี่ปุ่น ว่ากันว่าน้ำในทะเลสาบโทวะดะนั้น ใสสะอาดและโปร่งแสง จนสามารถมองเห็นลึกลงไปถึง 10 เมตร และจะสะท้อนให้เห็นถึงความงามรอบทะเลสาบใน 4 ฤดูกาล กล่าวคือ ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนน้ำจะสะท้อนสีเขียวสดของใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงสีน้ำ (ซึ่งเป็นสีฟ้าเข้ม) จะตัดกันกับสีของผืนป่าและใบไม้แดง และในช่วงฤดูหนาวน้ำจะนิ่งสงบ ทำให้ทะเลสาบมีความงามแบบลึกลับ เนื่องจากรอบทะเลสาบมีพื้นที่กว้างขวาง ดังนั้นเราจึงขอแนะนำเฉพาะจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกันก็คือโซน Nenokuchi และ Yasumiya ทั้งสองโซนนี้มีท่าเรือ และมีเรือล่องชมทะเลสาบให้บริการ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 50 นาที 
     **เรือล่องชมทะเลสาบจากท่า Yasumiya ออก 1-2 เที่ยว/ชั่วโมง ตั้งแต่ 08.00 – 16.00 น. โดยไป-กลับ ราคา 1,400 เยน (เฉพาะกลางเดือน เมษายน – ตุลาคม)**
     หากผู้ที่เดินเท้ามาจากลำธารโออิราเสะ มักจะมาหยุดเที่ยวที่โซน Nanoguchi เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีทั้งจุดชมวิวที่สวยงามท่าเรือ ร้านค้า ร้านอาหารไว้ให้บริการ สำหรับคนที่นั่งรถบัสทั้งที่เป็นของทัวร์หรือรถบัส JR ก็สามารถนั่งมาลงยังโซน Nanoguchi ก่อน (ลงป้าย Nanoguchi) แล้วค่อยนั่งรถรอบถัดไป เพื่อไปยังโซน Yasumiya (ลงป้าย Towadako เป็นป้ายสุดท้ายของรถบัส) ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบเลย โดยจะมีพื้นที่กว้างขวางกว่า มีทั้งท่าเรือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร และมีบริการจักรยาน สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการปั่นชมความงามรอบทะเลสาบด้วย
ค่าเข้าชม : บริเวณทะเลสาบฟรี
การเดินทาง : หากมีตั๋ว JR Pass (Nationwide แบบทั่วทั้งประเทศ) สามารถใช้นั่งรถบัสได้ฟรี (ไม่สามารถใช้ JR East Pass ได้) 
  1. จากสถานี JR Hachinohe ทางออก West แล้วนั่งรถบัส JR Bus Tohoku ที่ชานชาลา H16 ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 20 นาที
  2. จากสถานี JR Aomoriนั่งรถบัส JR Bus Tohoku ที่ชานชาลา 11 ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 15 นาที 
เส้นทางชมธรรมชาติ “ลำธาร Oirase”
     ลำธารโออิราเสะ (Oirase Stream) เกิดจากต้นน้ำที่ไหลมาจากทะเลสาบโทวะดะ มีความยาวราว 14 กิโลเมตร ลำธารจะไหลผ่านป่าอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้ที่หลากหลาย เช่น ต้นสนซีดาร์ ต้นเมเปิล รวมถึงมอส เฟิร์นชนิดต่างๆ ด้วย เส้นทางการเดินชมลำธารจะขนานกับถนนหลักหมายเลข 102 มีรถบัสรับส่งเป็นป้าย (มีป้ายบอกเวลาสำหรับรถแต่ละรอบ) มีทั้งหมด 10 ป้าย แต่ละป้ายห่างกันพอสมควร สามารถเลือกลงและเดินถึงกันได้อย่างสะดวก อีกทั้งมีน้ำตกขนาดเล็ก (แต่สวยงาม) หลายแห่ง แทรกตัวอยู่เป็นช่วงๆ ด้วย ช่วงที่ดีที่สุดในการเดินชมลำธาร คือ ฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งทั้งผืนป่าจะเต็มไปด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนสี ทั้งเหลือง ส้ม แดง ตัดกับสีของลำธารสวยงาม แต่เนื่องจากลำธารมีความยาวมาก การเดินจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงทะเลสาบโทวะดะเลยอาจจะทำได้ยากและใช้เวลามาก อาจจะต้องเลือกลงเพื่อชมความงามของธรรมชาติเฉพาะจุด ก็มีที่แนะนำดังนี้
  1. น้ำตก Kumoi (ลงที่ป้าย Kumoi no taki) เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่สายน้ำไหลลงยังลำธารโออิราเสะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน สำหรับฝั่งลำธารมีความชื้นสูง มีทั้งมอส เฟิร์น เห็ด เต็มไปหมด มีสัตว์จำพวกแมงมุมขายาว (Daddy long leg) และแมลงต่างๆ ให้เห็นอีกด้วย หากเดินย้อนจากป้าย Kumoi Waterfall ไปอีก 100 เมตร จะพบกับสะพานไม้สำหรับชมความงามของลำธารที่อยู่เบื้องล่าง และเยื้องไปอีกนิดจะเป็นที่ตั้งของน้ำตก Chisuji น้ำตกเล็กๆที่มีน้ำไหลลงลำธารโออิราเสะเช่นกัน
  2. น้ำตก Choshi
    (ลงที่ป้าย Choshi otaki น้ำตกอยู่ใกล้กับป้าย) หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า “Choshi no taki” เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเส้นทางชมลำธารและถือว่าสวยงามที่สุดอีกด้วยเพราะนอกจากจะไหลแรงแล้ว ยังมีฟองสีขาวกระจายฟูฟ่องอีกด้วย

     นอกจากนั้นจะเป็นน้ำตกเล็กๆ ที่ไหลจากหน้าผาและซ่อนตัวท่ามกลางต้นไม้บ้าง ซึ่งคนขับรถบัสมักจะจอดให้ชมเป็นบางที่หรือไม่ก็ชะลอความเร็วให้เราสังเกตเอาเอง แต่ถ้าใครฟิตจัดก็สามารถเดินชมด้วยตัวเอง หากเหนื่อยค่อยนั่งรถบัสรอบถัดไปได้ (แต่อย่าลืมเผื่อเวลารถรอบสุดท้ายของขากลับด้วยนะจ๊ะ)
การเดินทาง : หากมีตั๋ว JR Pass (Nationwide แบบทั่วทั้งประเทศ) สามารถใช้นั่งรถบัสได้ฟรีลำธารจะอยู่ใกล้ทะเลสาบโทวะดะ (รถบัสที่มาทะเลสาบจะผ่านลำธารก่อน)
  1. จากสถานี JR Hachinohe มีรถบัส 2 รอบ รอบแรกเวลา 09.40 น. และรอบที่ 2 เวลา 12.30 น. ออกจากทะเลสาบโทวะดะ รอบสุดท้ายเวลา 16.00 น. 
  2. จากสถานี JR Aomori มีรถบัส 3 รอบ คือ 08.00 น., 11.25 น. และ 12.40 น. ออกจากทะเลสาบโทวะดะ รอบสุดท้ายเวลา 16.00 น.