WISMATRAVEL - ตั๋วถูกจัง
ตั๋วถูกจัง

Gifu

เมืองกิฟุ ใจกลางของเกาะญี่ปุ่น
 

เมืองกิฟุ ใจกลางของเกาะญี่ปุ่น

    ยินดีต้อนรับสู่กิฟุ ดินแดนที่อยู่ใจกลางประเทศญี่ปุ่น เมืองที่มีความเป็นญี่ปุ่นมากที่สุดที่คุณมากี่ครั้งก็ไม่เบื่อ กิฟุเป็นแหล่งรวม”หัวใจความเป็นญี่ปุ่น”มากมายไว้ด้วยกัน วัฒนธรรมที่เติบโตขึ้นมาด้วยกันกับธรรมชาติอันสมบูรณ์และแหล่งน้ำบริสุทธิ์ สุดยอดฝีมือที่สืบทอดต่อกันมาและเทศกาลทุกฤดูกาล เมืองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเบิกบานและประวัติศาสตร์อันยาวนาน กิฟุเมืองที่จะนำคุณให้ได้พบกับ”หัวใจความเป็นญี่ปุ่น”
    จังหวัดกิฟุซึ่งตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของญี่ปุ่นนั้นแบ่งออกเป็นเขตฮิดะทางตอนเหนือและเขตมิโนะทางตอนใต้ เขตฮิดะเต็มไปด้วยภูเขาสูงกว่า 3,000 ม. เป็นพื้นที่ที่มีหิมะทับถมสูงในช่วงฤดูหนาว ส่วนมิโนะนั้นเป็นแถบที่ราบ มีแม่น้ำใสสะอาดไหลผ่าน ด้วยความแตกต่างในลักษณะภูมิประเทศของเมืองต่างๆ ทำให้กิฟุมีความหลากหลายด้านทัศนียภาพและวัฒนธรรม จังหวัดกิฟุมีสถานที่ท่องเที่ยวแบบญี่ปุ่นกระจายอยู่ทุกพื้นที่ในตัวจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นย่านเมืองเก่าทาคายาม่า มรดกโลกอย่างชิราคาวะโง ปราสาทกิฟุอันเป็นถิ่นฐานของโอดะ โนบุนากะ นักรบแห่งยุคเซงโงะกุ ตลอดจนวิธีการจับปลาแบบดั้งเดิม ที่เรียกว่าอุไก (การจับปลาด้วยนกกาน้ำ) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเมืองที่เงียบสงบที่ได้ชื่อว่าลิตเติ้ลเกียวโตอยู่อีกหลายแห่ง มีออนเซ็นอยู่มากมาย ออนเซ็นในเมืองเกโร่ซึ่งเป็นหนึ่งในสามออนเซ็นที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น ประกอบด้วยแหล่งออนเซ็นโอคุฮิดะที่มีจำนวนสถานที่อาบน้ำกลางแจ้งมากที่สุดในญี่ปุ่น คุณสามารถเพลิดเพลินกับทัศนียภาพที่เป็นธรรมชาติในขณะที่แช่ในน้ำร้อน
    สำหรับผู้ที่อยากลิ้มลองเนื้อวัวฮิดะและสุราท้องถิ่น เนื้อวัวสามารถหั่นเพื่อทำเป็นสเต็ก หรือรับประทานแบบชาบู ชาบูได้หลากหลายรูปแบบ จากนั้นเพลิดเพลินไปกับกลิ่นหอมของต้นสนในกล่องไม้ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ เครื่องปั้นดินเผามิโนะยังเป็นสินค้าขึ้นชื่ออีกด้วย
    ประตูสู่กิฟุนั้นคือนาโกย่า คุณสามารถใช้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศจากสนามบินนานาชาติชูบุ หรือหากคุณต้องการใช้ชินคันเซ็นโทไคโดที่เชื่อมระหว่างโอซาก้า เกียวโต นาโกย่า และโตเกียวแล้ว คุณจะใช้เวลาจากโอซาก้าไปนาโกย่าประมาณ 50 นาที หรือจากโตเกียวไปนาโกย่าประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งถือว่าใกล้มาก จากสถานีนาโกย่าไปยังสถานีกิฟุใช้เวลาประมาณ 20 นาที ไปสถานีทาคายาม่าใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที การไปยังชิระคะวะโงและทาคายามะก็สามารถไปโดยสนามบินโทยามะหรือสนามบินโคมัตสึ
    กิฟุเป็นจุดบรรจบของวัฒนธรรมฟากตะวันออกและตะวันตกของญี่ปุ่น สภาพภูมิประเทศที่หลากหลายและธรรมชาติอันสมบูรณ์ประกอบกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่สืบต่อกันมายาวนาน จึงกล่าวได้ว่ากิฟุเป็นแหล่งหลอมรวมเสน่ห์ของญี่ปุ่นมาไว้รวมกัน สถานที่ท่องเที่ยว เทศกาลต่างๆ อาหาร แหล่งช้อปปิ้ง งานฝีมือที่น่าสนใจให้ทุกท่านได้ไปสัมผัสดังนี้

กิฟุตอนเหนือ : ฮิดะ (Northern Gifu : Hida)

1.    หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ

    สำหรับJapan Loverไม่มีผู้ใดไม่รู้จักหมู่บ้านชิราคาวาโกะ หมู่บ้านเล็กๆที่ทำให้เราได้สัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวนาแบบใกล้ชิด เยี่ยมชมหมู่บ้านชาวนาที่เงียบสงบ มีบ้านเรือนกว่า 110 หลังคาเรือนเรียงรายกันโดยเอกลักษณ์ของหมู่บ้านนี้คือ หลังคามุงจากทรง”กัสโซสุคุริ” สถานที่นี้ได้รับการลงทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโก
นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภาพรวมของหมู่บ้านได้จากจุดชมวิวชิโรยามา บ้านวาดะเป็นบ้านที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมกัสโชที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งปัจจุบันยังถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัยและเปิดเป็นที่พื้นที่สาธารณะบางส่วน โดยมีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ที่มีการใช้อยู่จริงในอดีตไว้ให้ชม บางส่วนของบ้านรูปแบบสถาปัตยกรรมกัสโชสามารถเข้าพักได้ ดังนั้นอย่ารีรอที่จะจองล่วงหน้า

2.    กระเช้าลอยฟ้าชินโฮะทะคะ

    กระเช้าลอยฟ้ากอนโดร่า 2 ชั้น จะนำคุณเดินทางขึ้นไปสู่ความสูงเหนือเมฆซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 2,156 เมตร จากจุดชมวิวบนยอดเขาท่านจะตื่นตาตื่นใจกับวิวพาโนรามาตระกานตาของเทือกเขาแอลป์ทางตอนเหนือ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง มีการขยายเวลาให้บริการของกระเช้าลอยฟ้าออกไปจนถึงเวลาที่ท่านสามารถชมพระอาทิตย์ตกยามเย็นได้
     ในช่วงฤดูหนาว บนยอดเขาที่สวนเซนโงคุมีกำแพงหิมะที่ใหญ่มโหฬารตั้งตระหง่านอยู่ โดยมีความสูงถึง 3 เมตร ซึ่งบริเวณรอบ ๆ จะปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนสวยงามซึ่งท่านไม่ควรพลาดในการมาสัมผัสกับประสบการณ์อันน่ามหัศจรรย์นี้ ใกล้ ๆ สถานีระหว่างทางมีเส้นทางชมธรรมชาติ ซึ่งในแต่ละฤดู ท่านสามารถชื่นชมกับใบเมเปิ้ลที่สีสันสดใส,พืชและดอกไม้นานาพรรณของเทือกเขาแอลป์

3.    ทะคะยะมะเมืองประวัติศาสตร์

    ย่านประวัติศาสตร์ที่สำคัญ 3 แหล่งของทะคะยะมะได้มีการพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งการค้าขายซึ่งตั้งอยู่ใจกลางของเมืองแห่งปราสาท ซึ่งถูกเรียกว่า "ย่านเมืองเก่า"โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณรอบๆเมืองคะมิซัง, เมืองคะมินิโนะและเมืองคะมิอิจิโนะถูกเรียกว่า "ซังมะจิโดริ" ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นในการท่องเที่ยวที่ทะคะยะมะเลยทีเดียว
และในเมืองก็ยังมีร้านค้ามากมายเรียงรายอยู่อาทิเช่น ร้านขนมหวาน, ร้านขายสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านและที่มีชื่อเสียงสำหรับที่นี่คือลูกชิ้นแป้งหวานที่เรียกว่า "มิทะระชิดังโงะ" อีกทั้งยังมีเนื้อวัวฮิดะย่างเสียบไม้ที่แสนจะอร่อยซึ่งคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มาเยือน และเมื่อมาเยือนฮิดะแล้วก็ไม่ควรพลาดที่จะซื้อวัตถุมงคลที่เป็นงานหัตถกรรมพื้นเมืองของฮิดะที่ชื่อว่า "สะรุโบะโบะ" เพื่อเป็นศิริมงคล และในฤดูหนาวนั้นคุณอาจจะลองลิ้มชิมรสสาเกญี่ปุ่นที่โรงเหล้าสาเกก็ได้

4.    เทศกาลทะคะยะมะ

    เทศกาลทะคะยะมะที่มีต้นกำเนิดตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16 ถึงศตวรรษที่ 17 นับว่าเป็นหนึ่งในสามเทศกาลที่สวยงามที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ในทุกๆปีจะถือเป็นประเพณีของเมืองฮิดะซึ่งจะถูกจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ชาวเมืองทะคะยะมะต่างอนุรักษ์อย่างหวงแหนและเผยแพร่ขนบธรรมเนียมอย่างกว้างขวาง สิ่งที่น่าชมคือศาลเจ้าสำหรับขบวนแห่ที่รวบรวมทักษะต่าง ๆ ของช่างฝีมือเมืองฮิดะ มีการประดับตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ, การแสดงตุ๊กตาคะระคุริที่ขยับได้อย่างคล่องแคล่ว, สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่งดงามอย่างแท้จริง เมื่อถึงยามค่ำคืนศาลเจ้าสำหรับขบวนแห่ที่ถูกประดับด้วยโคมไฟจะค่อย ๆ แห่รอบเมือง สวยงามราวกับจินตนาการ ร่วมชมความสวยงามของขบวนแห่ที่เป็นผลงานการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมออกมาเป็นงานชิ้นเอก

5.    ทะคะยะมะจินยะ
    จินยะ เป็นชื่อเรียกสถานราชการ,สถานที่ของพวกขุนนางสมัยก่อนสร้างขึ้นสมัยเอโดะ (ปี 1603~ปี 1868 หรือช่วงศตวรรษที่17-19)เมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ จึงรวมสถานที่อาทิเช่น คลัง,สำนักงานประจำพื้นที่ของจังหวัด เขต และสำนักงานย่อยของพื้นที่ไว้ ทะคะยะมะ จินยะ เป็นอาคารสำนักงานว่าการเมืองโบราณเพียงแห่งเดียวที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้
ตลาดตอนเช้าที่จัดขึ้นทุกวันที่ลานกว้างด้านหน้า ทะคะยะมะจินยะจะมีร้านค้ามากมายตั้งเรียงรายอยู่ภายในลานกว้าง (ประมาณ 50 ร้าน) ซึ่งเราสามารถซื้อหาหัตถกรรมพื้นบ้าน, ปลาสด,ผักผลไม้ อาทิเช่น แอปเปิ้ล เป็นต้น

6.    เทศกาลฟุรุคะวะ

    เทศกาลเปลือยกายที่ใหญ่หนึ่งในสามของญี่ปุ่น ชมการต่อสู้ที่เรียกว่า”โอโคชิไดโกะ” คือการผลักกันตามจังหวะเสียงกลองของชายหนุ่มที่เปลือยกาย และขบวนแห่ที่ผสมผสาน”ความเคลื่อนไหวและความเงียบ”ได้อย่างลงตัว งานเทศกาลฟุรุคะวะ นั้นจะจัดขึ้นในวันที่ 19 ถึง 20 เมษายนซึ่งคุณจะตื่นตาตื่นใจไปกับศาลเจ้าสำหรับขบวนแห่อันงดงามตระการตาและชมการแสดงกลองอันฮึกเหิม

7.    แม่น้ำเซโตะและคลังสินค้าสีขาวในเมืองฮิดะฟูรุกาวา    

    เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าที่ฮิดะฟุรุคะวะนั้นจะมีเมืองเก่าตั้งเรียงรายหลงเหลืออยู่แห่งหนึ่ง ส่วนที่เป็นสีสันของที่นี่คือแม่น้ำเซโตะที่จะมีปลาคาร์ปมากกว่าพันตัวอาศัยแหวกว่ายอยู่ดูมีสีสัน ประกอบกับฉากหลังที่เป็นกำแพงโกดังสีขาวและกำแพงหินของวัดทำให้เกิดเป็นทัศนียภาพถูกฉาบด้วยความสวยงาม และยังจะได้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ยังคงหลงเหลืออยู่อาทิเช่นร้านขายเทียนญี่ปุ่น (ร้านเทียนมิชิมะ) ที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่สมัยเอโดะ

8.    หมู่บ้านโอคุฮิดะออนเซ็น

    แหล่งรวมน้ำพุร้อนธรรมชาติกลางแจ้งที่มากที่สุดในญี่ปุ่น เชิญพักผ่อนร่างกายรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่งดงามทั้งสี่ฤดู ด้วยการแช่น้ำพุร้อนในบรรยากาสโปร่งสบาย ทางเหนือสุดของเทือกเขาแอลป์ในประเทศญี่ปุ่น เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านโอคุฮิดะ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีออนเซ็นอยู่ทั้งหมด 5 แห่ง คือฮิรายุ, ฟุคุจิ, ชินฮิรายุ, โทจิโอะ, ชินโอทากะ โดยท่านสามารถสัมผัสกับธรรมชาติได้ตลอดทั้ง 4 ฤดูเนื่องจากเป็นออนเซ็นกลางแจ้ง ซึ่งในจำนวนนั้นถือว่ามีชื่อเสียงเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่น
     ใน 5 แห่งที่กล่าวมานั้น ชินโอทากะ ถือว่าเป็นออนเซ็นที่มีชื่อเสียงที่สุดเนื่องจากเป็นออนเซ็นแบบกลางแจ้งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ (สามารถสวมชุดว่ายน้ำลงได้,สามารถแช่ออนเซ็นรวมกันได้ทั้งชายหญิง,ปิดทำการในฤดูหนาว)ในช่วงฤดูหนาวนั้นจะมีการจัดการแสดงต่าง ๆ ในแต่ละออนเซ็นอาทิเช่น เทศกาล คามาคุระ การแสดงศิลปะพื้นบ้านหรือการฉายไฟไปที่น้ำแข็งในช่วงฤดูหนาว สัมผัสกับแสงสีสุดอลังการอันยากจะลืมเลือน

9.    น้ำพุร้อนเกโระ

    เกโระออนเซ็นถือเป็น "หนึ่งในสามออนเซ็นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในญี่ปุ่น" โดย "น้ำร้อนแห่งความงาม" ที่ทำให้ผิวนุ่มเรียบมีสุขภาพดี ในเส้นทางเดินออนเซ็นแห่งนี้ จัดให้มีที่แช่เท้าให้บริการเป็นจุด ๆ อยู่ในพื้นที่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้ระหว่างที่คุณเดินเล่นก็สามารถผ่อนคลายกับออนเซ็นได้ทุกเมื่อ และใกล้กับทางเดินออนเซ็นแห่งนี้ก็จะมี "หมู่บ้านเกโระออนเซ็นกัสโช" ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่แบบสถาปัตยกรรมกัสโช ที่นี่คุณก็สามารถสัมผัสประสบการณ์อย่างเช่นการวาดภาพที่เครื่องปั้นดินเผาหรืองานฝีมือการทำกระดาษ นอกจากนี้ยังสามารถชมการแสดงละครเงา "ชิระซะงิสะ" ที่งดงาม ซึ่งคุณจะรู้สึกถึงฤดูกาลของญี่ปุ่นทั้ง 4 ฤดูและย้อนคิดถึงอดีต

10.    เนื้อวัวฮิดะ

    คุณภาพของเนื้อวัวแบรนด์นี้ เนื่องจากความนุ่ม ละเอียด อร่อยจนแทบจะละลาย จนทำให้ถูกเรียกว่ามีคุณค่ารสชาติเลิศล้ำดั่งอัญมณีควรค่าแก่การขนานนามให้เป็นงานศิลปะ สามารถทานได้หลากหลายกรรมวิธีตั้งแต่ สเต็ก, ชาบูชาบู, เนื้อย่าง, ซูชิ, หรือเนื้อวัวเสียบไม้ย่าง ที่ร้าน "คิชเช่นฮิดะ" ที่เป็นร้านสเต็กของเนื้อวัวฮิดะโดยเฉพาะ คุณสามารถที่จะลิ้มรสเนื้อวัวชั้นดีสุดที่นำมาทำให้สุกและย่างในวิธีการปรุงที่เป็นเอกลักษณ์ คุณสามารถลิ้มลองสเต็กที่ย่างมาในแบบที่ดีที่สุดได้ที่นี่

กิฟุตอนใต้ : มิโน  (Southern Gifu : Mino)
1. กระดาษสาญี่ปุ่น มิโนวะชิ

    กระดาษสาญี่ปุ่น มิโนวะชิ มีประวัติอันยาวนานกว่า 1,300ปี ด้วยเทคนิคการผลิตพิเศษเรียกว่า “นากาชิสุกิ” ทำให้กระดาษที่ได้นั้นบางแต่คงซึ่งความเหนียวเหมือนเนื้อผ้าและมีความสวยงาม กระดาษสา มิโนวะชินิยมนำไปใช้ในการสร้างสรรค์วานหัตถกรรมประเภท”ร่มกระดาษสากิฟุ”,”โคมกระดาษสากิฟุ”
มีการจัดแสดงผลงาน "นิทรรศกาลเมืองมิโนะ" ที่ได้รับรางวัลซึ่งเปิดให้เข้าชมที่เมืองมิโนะในฤดูใบไม้ผลิของทุก ๆ ปี และที่ชั้น 1 เป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจซึ่งเปิดให้ใช้บริการฟรีและมีร้านค้าจัดจำหน่ายผลงานศิลปะจากโคมไฟกระดาษของเมืองมิโนะด้วย ส่วนชั้น 2 ได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์อีกครั้งหนึ่งเพื่อจัดแสดงศิลปะจากโคมไฟกระดาษของเมืองมิโนะ ขอให้เพลิดเพลินไปกับความปราณีตและแสงอันอบอุ่นของโคมไฟผ่านทางโคมไฟกระดาษของเมืองมิโนะ และขอให้ท่านสนุกสนานกับการถ่ายภาพได้ แต่กรุณาอย่าสัมผัสกับผลงาน

2. ลานสกีบนเนินเขาฮิรุกะโนะ

    เมืองทะคะยะมะและเมืองกูโจเป็นเมืองที่มีภูเขาอยู่จำนวนมากในบริเวณทางตอนเหนือแม้จะอยู่ใจกลางเมืองกิฟุก็ตามตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมถึงปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นไปก็สามารถเพลิดเพลินไปกับการเล่นหิมะได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ลานสกีฮิรุกาโนะ"ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกูโจมีกิจกรรมหลากหลายอาทิเช่น การล่องแพหิมะ, การเล่นสไลด์เดอร์, บ้านโดมน้ำแข็งโดยทั้งผู้ใหญ่และเด็กสามารถเล่นได้อย่างสนุกสนานที่เมืองกูโจยังมีลานสกีอีกหลายแห่งซึ่งเป้นลานสกีที่สามารถรองรับภาษาต่างประเทศได้อาทิเช่น "ไดน่าแลนด์" และ "ทะคะสุ สโนว์พาร์ค" เป็นต้น

3. ฟ้อนรำกุโจ

    ฟ้อนรำกุโจจัดเป็นการรำพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อหนึ่งในสามของญี่ปุ่น จุดเด่นของการรำนี้คือใครๆก็สามารถร่วมรำได้ ในทุก ๆ ปีผู้คนกว่า 300,000 คนจากทั่วประเทศจะมารวมตัวกันในชุดยูกาตะและสวมรองเท้าเกี๊ยะ ทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างก็มาร่วมวงเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน มักจะกล่าวกันว่ามางานนี้เพื่อ "ร่วมเต้นรำ" ไม่ใช่มาเพื่อ "ดูการเต้นรำ" งานนี้จะจัดประมาณ 30 คืนตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนกันยายน จุดไคลแมกซ์ของงานนี้ก็คือ วันที่13-16 สิงหาคมของทุกปี จะมีการจัดงานฟ้อนรำตลอดทั้งคืนแบบโต้รุ่ง ผู้คนจำนวนมากจากทั่วทุกทิศของญี่ปุ่นจะหลั่งไหลมาร่วมงานนี้อย่างคึกคักจนถึงเช้า
และหากเดินจากสถานที่เต้นรำกุโจแค่ 10 นาทีมาทางแม่น้ำคุณสามารถเพลิดไปกับการเดินเล่นไปตามถนนที่เรียงรายไปด้วยบ้านสมัยก่อนที่มีชื่อว่ากุโจฮะจิมันอันมีชื่อเสียงเนื่องมาจากน้ำที่ใสบริสุทธิ์

4. ทดลองทำอาหารตัวอย่าง

    สนุกสนานกับการทดลองทำอาหารตัวอย่างที่ประดุจอาหารจริง เช่น ผักกาดหอม เทมปุระ เป็นต้น อาหารจำลองที่ถูกจัดวางไว้ที่ตู้โชว์หน้าร้านของร้านอาหารที่มีมาตั้งแต่สมัยญี่ปุ่นในอดีตนั้นกล่าวกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากเมืองกูโจ  ปัจจุบันนี้ก็ยังถือว่ามีส่วนแบ่งทางการตลาดของประเทศญี่ปุ่นอยู่ประมาณ 60 % สามารถสัมผัสประสบการณ์การลองทำอาหารจำลองได้ด้วยตนเอง ณ โรงงานที่มีอยู่หลายแห่งในเมือง ซึ่งโรงงาน"ซัมปุรุบิเรจจิอิวะซะกิ" ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน คุณจะลองทำพิซซ่า, พาร์เฟท์, ผัดกาดแก้ว, สปาเก็ตตี้ด้วยตัวเองดูไหม

5. ภูเขาคินคะซังและปราสาทกิฟุ

    ภูเขาคินคะซังสูงตระหง่านอยู่ใจกลางอำเภอกิฟุ มีระดับความสูง 329 เมตร ปราสาทกิฟุเป็นที่มั่นของโอดะ โนะบุนะกะ นักรบผู้มีชื่อเสียงในยุคสงครามเซงโงะกุ ตั้งสูงตระหง่านบนยอดเขาคินคะ ที่กล่าวกันว่าไม่เคยมีใครทำอันตรายได้ เกราะและดาบญี่ปุ่นที่ถูกจัดแสดงไว้ในปราสาทก็ล้วนน่าเกรงขาม
ในปัจจุบันการเดินทางไปชมนั้นสามารถไปโดยกระเช้าลอยฟ้าคินคะซังจากสวนกิฟุ และที่ปราสาทนั้นท่านสามารถจะเห็นทิวทัศน์ของเมืองกิฟุและมองทิวทัศน์ของที่ผู้ปกครองเมืองสมัยก่อนมองลงมาเพื่อชื่นชมได้อย่างเต็มตา สถานที่นี้ยังเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับช่วงใบไม้เปลี่ยนสีของฤดูใบไม้ร่วงซึ่งจะสวยงามเต็มที่ในช่วง ต้นเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนของทุก ๆ ปี

6. พิพิธภัณฑ์ประเพณีการตีดาบเซกิ

    เมืองเซกิเป็นเมืองที่รู้จักกันว่าเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงในการทำดาบในระดับโลกเหมือนกับเมืองโซลินเกนของเยอรมัน ดาบญี่ปุ่นที่ใช้วิธีการตีดาบแบบโบราณโดยช่างตีดาบยังคงมีการผลิตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ประเพณีการตีดาบเซกิจะแสดงให้เห็นถึงเทคนิคของช่างตีดาบที่มีมากว่า 700ปี มีการจัดแสดงเอกสารและภาพ บางวันมีการจัดการแสดงการตีดาบญี่ปุ่นแบบโบราณ ในวันที่ 2 มกราคมของทุกปี จะมีพิธีอุชิโซะเมะ คุณสามารถมองเห็นประกายไฟพวยพุ่งออกมา โดยช่างตีดาบที่สวมใส่ชุดขาวจะตีค้อนขนาดใหญ่ลงไปที่วัตถุดิบ

7. ประเพณีจับปลาด้วยนกกาน้ำที่แม่น้ำนาการะ

    ประเพณีการจับปลาด้วยนกกาน้ำที่เรียกว่า “อุไก”สืบทอดกันมายาวนานกว่า 1,300 ปี เป็นประเพณีการจับปลาดั้งเดิมที่หาดูได้ยากในปัจจุปันเพราะมีเพียง 6 ตระกูลเท่านั้นที่ยังคงอนุรักษ์อาชีพนี้ไว้ โดยที่มีรัฐบาลเป็นผู้จ้างชมการสาธิตการจับปลาด้วยนกกาน้ำของชาวประมง โดยจะมีการออกเรือ 6 ลำไปด้วยกัน พร้อมกับควบคุมนกกาน้ำ 10-12 ตัวในการหาปลาท่ามกลางความมืดสนิทของฉากหลังที่เป็นปราสาทกิฟุและ ภูเขาคินคะ ก็จะมีเปลวไฟสีแดงโชติช่วงจากคบเพลิงฉายลงไปที่ผิวแม่น้ำ เปรียบเสมือนกับย้อนเวลาไปยังโลกแห่งอดีตเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง แม้แต่ชาลี แชปปลินก็มาชมถึง 2 ครั้งพร้อมกับชื่นชมเป็นอย่างมาก ในระหว่างวันที่ 11 พ.ค. ถึง 15 ต.ค. ของทุกปี จะจัดขึ้นทุกคืนยกเว้นช่วงที่พระจันทร์เต็มดวงในฤดูใบไม้ร่วงและช่วงที่น้ำหลาก เส้นทางริมฝั่งแม่น้ำก็จะมีออนเซ็นนะกะระกะวะออนเซ็นที่มีชื่อเสียงอยู่ด้วย

8. ถ้วยตวงไม้ อำเภอโอกาคิ

    อำเภอโอกาคิเป็นแหล่งผลิตถ้วยตวงไม้ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ถ้วยตวงนี้นอกจากจะใช้เป็นถ้วยสำหรับใส่เหล้าสาเก ไวน์ เบียร์แล้ว ยังเป็นที่นิยมใช้เป็นของตกแต่งบ้านด้วย จุดเด่นของถ้วยไม้นี้คือ กลิ่นหอมสดชื่นของไม้ฮิโนคิหรือไม้จากต้นไซปรัสและผิวสัมผัสของถ้วยไม้ที่ละเมียดละไม

9. เนื้อปลาอายู

    เนื้อปลาอายูเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อในกลุ่มปลาแม่น้ำที่มีแหล่งเพาะพันธุ์ในแหล่งน้ำสะอาดในบริเวณจังหวัดกิฟุ ด้วยรสชาติที่กลมกล่อมและความหอมเฉพาะของเนื้อปลาอายูนิยมนำมาประกอบอาหารประเภทย่างเกลือ

10. ลูกพลับฟุยู

    ลูกพลับฟุยูที่มีแหล่งปลูกอยู่ที่จังหวัดกิฟุได้รับขนานนามว่าเป็น”ราชาแห่งลูกพลับหวาน” ตัวแทนของผลไม้ประจำฤดูใบไม้ร่วง

11. เครื่องปั้นดินเผามิโน

    เครื่องปั้นดินเผาที่สืบทอดกรรมวิธีมาเป็นเวลาถึง 400 ปี กว่า 60%ของภาชนะญี่ปุ่นทั่วประเทศเป็นผลผลิตจากอำเภอทาจิมิ อำเภอโทกิ อำเภอมิซุนามิในกิฟุ สนุกสนานกับการทดลองทำเครื่องปั้นดินเผาและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะและแกลอรี่มากมาย
ร่วมเยี่ยมชมเตาเผาโคเบอิแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผามิโนที่ยังคงอนุรักษ์กรรมวิธีการทำไว้กว่า 200 ปี เชิญเข้าชมพิพิธภัณฑ์แสดงบ้านเรือนสมัยโบราณ จับจ่ายซื้อภาชนะดินเผาเป็นของที่ระลึก และทดลองทำเครื่องปั่นดินเผา

12. พรีเมี่ยมเอ้าท์เล็ตโทกิ         

    สถานที่สร้างจำลองแบบจากเมืองโคโรลาโดของสหรัฐอเมริกาที่รายล้อมด้วยเทือกเขาร็อคกี้ขุนเขาขนาดมหึมา มีร้านค้ากว่า 140 ร้าน มีสินค้าเอาท์เลททั้งแบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์ต่างประเทศ คุณสามารถเพลิดเพลินกับการ
ช้อปปิ้งได้ตลอดทั้งวัน มีสิ่งของที่คุณสามารถเลือกได้อย่างมากมายไม่เฉพาะแต่สินค้าแฟชั่นเท่านั้นแต่ยังมีของตกแต่งภายในรวมถึงเครื่องสำอางด้วย วิธีเดินทางก็สามารถไปรถบัสโทเท๊ตสึจากหน้าสถานีรถไฟเมืองโทะคิ หรือในวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการหรือในช่วงที่มีเทศกาลลดราคาก็สามารถเดินทางโดยนั่งรถบัสจากนาโกย่าได้อีกด้วย

13. หุบเขาเอนะเคียว

    ทะเลสาบริมเขื่อนที่เป็นสถานที่งดงามที่มนุษย์สร้างขึ้นและหุบเขาเอะนะ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็จะงดงามไปด้วยดอกซากุระ, และชมใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง วิวทิวทัศน์สองฝั่งที่เต็มไปด้วยหน้าผาสูงชันและหินที่ดูแปลกตา ชมความงามจากการล่องเรือชมทัศนียภาพ สามารถชมโดยรอบภายในเวลา 30 นาทีโดยใช้เรือเร็ว ออนเซ็นที่อยู่ริมฝั่งหุบเขาเอะนะ คุณจะเห็นความงามของธรรมชาติโดยรอบ ดื่มด่ำความสุขในการแช่ออนเซ็นยามเย็น ชมพระอาทิตย์ตกดิน ใกล้กับหุบเขาเอนะยังมีแหล่งผลิตเกาลัด ขนมแบบดั้งเดิมและขนมเกาลัดคินตงก็มีชื่อเสียง

14. มาโกเมะ จุคุ (นากะเซ็นโด)

    ถนนสายนี้สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเมืองเอโดะและเมืองเกียวโตตั้งแต่ยุคสมัยเอโดะ ถนนสายนี้สร้างอยู่บนทางลาดบนภูเขานากะเซ็นโด จัดเป็นรูปแบบของถนนที่หาดูยากที่สุดในญี่ปุ่น และในระหว่างเส้นทางนั้นมีที่พักหลากหลายแห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีโรงแรมมาโกเมะที่ได้รับคะแนนหนึ่งดาวจากมิชลินกรีนไกด์ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นตัวแทนของญี่ปุ่นเลยทีเดียว
เนื่องจากเมืองที่ตั้งเป็นพื้นที่สูงชันและมาโกเมะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หายากมาในประเทศ มีเรื่องราวในอดีตเล่าขานกันมาว่าชื่อที่พัก "มะโกะเมะ"นั้ นว่ากันว่าเมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงโรงแรมจำเป็นต้องทิ้งม้าไว้ที่โรงแรมเนื่องจากเส้นทางและถนนสูงชันมากจนไม่สามารถพาม้าเดินทางต่อไปได้
บนทางเดินมีหินปูเรียงรายและมีบ้านเรือนเก่าแก่สองฟากฝั่งที่มีหน้าต่างระแนง, พิพิธภัณฑ์, ร้านชาและร้านขายของที่ระลึก เป็นต้น บ้านที่ตั้งเรียงรายยาวต่อเนื่องนั้นทำให้รู้สึกเพลิดเพลินกับการเยี่ยมชมสภาพบรรยากาศของยุคสมัยเอโดะที่ยังคงหลงเหลือไว้ตลอดทางเดิน