WISMATRAVEL - ตั๋วถูกจัง
ตั๋วถูกจัง

Kobe

โกเบ นอกจากการเป็นเมืองท่าอุตสาหกรรมและศูนย์กลางด้านแฟชั่นแล้ว โกเบยังเป็นเมืองที่ได้รับความนิยม จากนักท่องเที่ยวเช่นกัน
 

Kobe
โกเบ เมืองท่าสุดโรแมนติก

    โกเบ เป็นชื่อเมืองหลวงของจังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) ตั้งอยู่ห่างจากโอซาก้าไปทางตะวันตกราว 30 กิโลเมตร โกเบถือเป็นเมืองท่าอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ ตั้งแต่ญี่ปุ่นได้เปิดประเทศเพื่อทำการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ จนกระทั่งเริ่มมีชาวตะวันตกและชาวจีนเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองนี้ ก่อเกิดเป็นชุมชนที่มีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว
    ปัจจุบันนอกจากการเป็นเมืองท่าอุตสาหกรรมและศูนย์กลางด้านแฟชั่นแล้ว โกเบยังเป็นเมืองที่ได้รับความนิยม จากนักท่องเที่ยวเช่นกัน ด้วยภูมิประเทศที่ลงตัว ด้านหน้าติดทะเลด้านหลังเป็นเทือกเขาสูง ทำให้โกเบเป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวทั้งเขตพื้นราบและบนภูเขา มีแหล่งน้ำแร่ที่เก่าแก่ จุดชมวิวบนยอดเขาที่สวยงามติดอันดับ ย่านบ้านเรือนของชาวตะวันตกที่เคยมาอาศัยอยู่ในครั้งอดีต ชุมชนที่อาศัยอยู่ของชาวจีน (ไชน่าทาวน์) ไปจนถึงอาหารนานาชาติรสเลิศ โดยเฉพาะเนื้อโกเบที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

การเดินทางไปโกเบ
รถไฟจากเมืองอื่น

  • โตเกียว >> โกเบ จากสถานี JR Tokyo นั่งรถไฟชินคันเซนสาย TOKAIDO SHINKANSEN มาลงที่สถานี Shin-Osaka ใช้เวลาประมาณ 164-180 นาที แล้วแต่ขบวน จากนั้นเปลี่ยนมานั่งรถไฟขบวนพิเศษ (Special Rapid) มาลงที่สถานี JR Sannomiya (ใจกลางเมืองโกเบ) ใช้เวลา 27 นาที
  • จากโอซาก้า >> โกเบ จากสถานี JR Osaka นั่งรถไฟขบวนเร็วพิเศษ (Special Rapid) ลงที่สถานี JR Sannomiya ใช้เวลา 24-26 นาที แล้วแต่ขบวน

การเดินทางภายในเมืองโกเบ
รถไฟ
    ภายในตัวเมืองโกเบมีรถไฟวิ่งให้บริการอยู่ 4 ราย คือ JR, Hanshin, Hankyu และ Sanyo ครอบคลุมพื้นที่ภายในเมืองอย่างทั่วถึง และนอกจากนี้ยังมีรถไฟใต้ดิน (Subway) ให้บริการอีก 2 สาย คือ Seishin-Yamate Line (S) และ Kaigan Line (K) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับรถไฟบนดินหลายสถานี
City-Loop Bus
    เป็นรถบัสที่วิ่งวนรอบตัวเมืองโกเบ โดยมีจุดเริ่มต้นที่สถานี Sannomiya วิ่งผ่านสถานีที่เที่ยวสำคัญต่างๆ เช่น สวนสาธารณะเมอริเคน (Menken Park) อ่าวโกเบ (Kobe Port) ย่านไชน่าทาวน์ (Nankinmachi) ย่านบ้านพักชาวต่างชาติ (Kitano ljinkan-dori) เป็นต้น ให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 09.00-18.00 น. ราคาเที่ยวละ 250 เยน หรือแบบ 1 Day-Trip ราคา 650 เยน โดยรถ City-Loop Bus จะให้บริการ 2 เส้นทาง คือ เส้นที่วิ่งย่านโกเบ กับเส้นที่วิ่งไปยังบ้านพักชาวต่างชาติ (Kitano ljinkan) แต่ละสายจะขึ้นคนละป้ายกัน

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจใน “โกเบ”

สวน Meriken

    สวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ริมทะเลมีพื้นที่กว่า 150,000 ตารางเมตร สร้างขึ้นโดยใช้วิธีการถมทะเล เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปี การเปิดท่าเรือโกเบ สวนแห่งนี้เคยได้รับความเสียหายจากภัยของแผ่นดินไหว ครั้งใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 1995 ปัจจุบันพื้นที่บางส่วนของสวนที่เสียหายจากแผ่นดินไหว ได้ถูกรักษาเอาไว้ให้คงสภาพเดิม เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติ บริเวณใกล้ๆกับสวน เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์รูปทรงแปลกตา Kobe Maritime Museum / Kawasaki Good Times World และ Kobe Port Tower ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโกเบ ที่สวนแห่งนี้ยังเป็นที่สำหรับใช้กิจกรรมต่างๆ เช่น งานแสดงศิลปะ งานออกร้าน ตลาดนัดและสวนสนุกกลางแจ้ง ตอนช่วงเย็นจะมีคนนิยมมาออกกำลังกาย และเดินเล่นกันเป็นประจำ
การเดินทาง : รถ City Loop Bus ลงป้าย Meriken Park

พิพิธภัณฑ์ Kobe Maritime และ Kawasaki Good Times World
    อาคารที่มีหลังคาเป็นโครงเหล็กสีขาวสานต่อกันเป็นรูปเรือใบแห่งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของสวนเมอริเคน และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองโกเบ ด้านในอาคารเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ 2 แห่ง คือ

  • Kobe Maritimes Museum จัดแสดงประวัติของท่าเรือโกเบนับตั้งแต่เริ่มสร้างในยุคที่ญี่ปุ่นยังไม่เปิดประเทศจนถึงปัจจุบัน รวมถึงโมเดลจำลองของเรือพาณิชย์ประเภทต่างๆ ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงเรือไฮสปีท และเรือซานตามาเรียซึ่งจำลองมาจากของจริงอยู่ด้วย
  • Kawasaki Good Times World พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของบริษัทคาวาซากิ (Kawasaki Heavy Industries) ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมเรือ, รถไฟ, วิศวกรรมโยธา งานเหล็กกล้า และอากาศยาน ซึ่งถือกำเนิดขึ้นที่เมืองโกเบนี้เอง ด้านในได้มีการนำยานพาหนะของจริงมาจัดแสดงภายในนี้ด้วย อาทิ รถจักรยานยนต์ของคาวาซากิรุ่นต่างๆ หุ่นยนต์ เฮลิคอปเตอร์ และหัวขบวนของรถไฟชินคันเซ็น ซึ่งผู้เข้าชมสามารถเข้าไปลองสัมผัสที่นั่งคนขับได้อย่างใกล้ชิด

เปิดให้บริการเวลา :10.00 – 17.00 น.
อัตราค่าเข้าชม : 500 เยน
การเดินทาง :รถ City Loop Bus

Kobe Port Tower
    สัญลักษณ์ของเมืองโกเบที่แสนชินตา หอคอยรูปทรงกล่องสีแดงสดแห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1963 มีความสูง 108 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ริมอ่าว ด้านในมีทั้งหมด 5 ชั้น ชั้นล่างเป็นจุดจำหน่ายตั๋ว และร้านจำหน่ายของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ชั้น 2-3 เป็นร้านอาหาร ชั้น 4-5 เป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศา สามารถมองเห็นตัวเมืองโกเบและอ่าวได้โดยรอบ หากอยากขึ้นมาถ่ายภาพด้านบนหอคอย ควรมาตั้งแต่พระอาทิตย์ตก จะได้มาเล็งมุมที่ต้องการเอาไว้ก่อน ข้างบนนี้สามารถใช้ขาตั้งกล้องได้ด้วย มีมุมสวยๆให้ถ่ายภาพได้หลายด้านเลย ทั้งด้านทิศเหนือจะเป็นแสงสีของอาคารสำนักงานและท้องถนน และยังมองเห็นเขาร็อคโคได้อีกด้วย ส่วนด้านทิศใต้จะเป็นมุมหันหน้าออกอ่าว สามารถถ่ายภาพพิพิธภัณฑ์ Kobe Maritime และชิงช้าสวรรค์ยักษ์ Mosaic ในมุมสูงได้สวยงามเช่นกัน หากมาเที่ยวโซนท่าเรือแล้วไม่ควรพลาดมาถ่ายภาพที่หอคอยนี้อย่างยิ่ง
เปิดให้บริการเวลา : เปิดทุกวัน มี.ค.-พ.ย. 09.00-21.00 น., ธ.ค.-ก.พ. 09.00-19.00 น.
อัตราค่าเข้าชม :600 เยน
การเดินทาง : รถ City Loop Bus ลงป้าย Nakatottei Pier

Mosaic Ferris Wheel ชิงช้าสวรรค์ยักษ์

    ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ที่ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของท่าเรือแห่งนี้ มีความสูง 50 เมตร ตั้งอยู่ติดกับห้าง ในตอนกลางคืน จะมีการเปิดไฟสลับเป็นสีต่างๆ สวยงามมาก วิวจากบนชิงช้าแม้จะมองเห็นได้ไม่ไกลเท่ากับบนหอคอยโกเบ แต่ก็ได้รับความนิยมจากคู่รักไม่แพ้กัน
เปิดให้บริการเวลา : 10.00 - 22.00 น.
อัตราค่าเข้าชม :800 เยน / คน
การเดินทาง : นั่ง City Loop Bus ลงป้าย Harbor-Land

พิพิธภัณฑ์ ANPANMAN
    พิพิธภัณฑ์อันปังแมนแห่งแรกของภูมิภาคคันไซ เพิ่งสร้างเสร็จไปเมื่อต้นปี 2013 ที่ผ่านมานี้เอง (อีก 3 แห่งอยู่ที่ โยโกฮาม่า เซ็นไดและนาโกย่า) ด้านในเป็นธีมปาร์คที่จำลองมาจากการ์ตูนอะนิเมะ เรื่องอันปังแมน มีเครื่องเล่นสำหรับเด็ก เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่ชื่นชอบการ์ตูนเรื่องนี้เป็นพิเศษ
เปิดให้บริการเวลา :10.00-18.00 น.
อัตราค่าเข้าชม :1,500 เยน / คน (ต่ำกว่า 1 ขวบเข้าฟรี)
การเดินทาง :นั่ง City Loop Bus ลงป้าย Harbor-Land

ย่านไชน่าทาวน์ Nankinmachi
    ชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคันไซแห่งนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาจากเมืองฝูเจี้ยน กวางโจว และซังเจียง มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1868 เมื่อครั้งญี่ปุ่นเปิดประเทศ ในสมัยนั้นผู้คนเรียกขานย่านที่ชาวจีนมาอยู่อาศัยว่า นันกิงมาจิ หรือ “ที่อยู่อาศัยของชาวหนานจิง” (หนานจิง หรือ นานกิง เป็นชื่อเมืองหลวงเก่าของจีนในอดีตนั่นเอง)
    บรรยากาศในย่านไชน่าทาวน์ของที่นี่ก็ไม่ต่างจากเยาวราชบ้านเราสักเท่าไหร่ คือ เป็นศูนย์รวมร้านอาหาร ภัตตาคารอาหารจีน รวมถึงวัตถุดิบในการประกอบอาหารจีนหรือแม้แต่วัตถุดิบอาหารไทย พวกน้ำปลา ซอส ซีอิ๊วก็หาซื้อได้ที่นี่เหมือนกัน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเดินมาหาของกินอร่อยๆ โดยเฉพาะซาลาเปาไส้หมูและติ่มซำ ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อได้รสชาติต้นตำหรับแท้ๆ แถมยังราคาไม่แพงอีกด้วย บริเวณลานกลางไชน่าทาวน์เป็นที่ตั้งของศาลทรงจีนที่นักท่องเที่ยวมักจะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกและนั่งพักทานอาหาร และยังเป็นสถานที่จัดงานในช่วงเทศกาลของชาวจีน เช่น วันตรุษจีนหรือเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในช่วงกลางคืนย่านนี้จะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและชาวญี่ปุ่น เดินเบียดเสียดกันเต็มสองข้างทาง บ้างก็รอต่อคิวซื้อซาลาเปา บ้างก็รอต่อคิวเข้าไปนั่งทานอาหารในร้าน นับเป็นสีสันยามค่ำคืนที่คึกคักอีกแห่งหนึ่งของโกเบที่ไม่ควรพลาด
เปิดให้บริการเวลา :09.00 – 21.00 น.
การเดินทาง :รถไฟใต้ดินสาย Kaigan Line ลงสถานี Kyukyoryuchi Daimarumae ทางออก 1 หรือ JR Motomachi, Hanshin Motomachi หรือนั่ง City Loop Bus ลงป้าย Nankinmachi

ถนนช้อปปิ้ง Kobe Motomachi
    ถนนคนเดินในร่มที่มีความยาวกว่า 1 กิโลเมตร สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายสินค้าต่างๆ มากมาย ที่ตกแต่งเป็นสไตล์อาคารแบบตะวันตกทั้งร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ ร้านกาแฟ ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง แต่ที่มีเยอะที่สุดเห็นจะเป็นร้านเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ซึ่งหลายๆร้านเป็นร้านเก่าแก่และมีแบรนด์เฉพาะที่มีขายที่นี่เท่านั้น หากจะเรียกที่นี่ว่าเป็นถนนแห่งแฟชั่นก็คงจะไม่ผิด
เปิดให้บริการเวลา :10.00 – 22.00 น.
การเดินทาง :JR Motomachi, Hanshin Motomachi หรือนั่ง City Loop Bus ลงป้าย Motomachi Shopping Street

ย่านบ้านพักชาวต่างชาติ Kitano Ljinkan
    ผลจากการเปิดท่าเรือโกเบในปี ค.ศ. 1868 ทำให้มีชาวตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาอาศัยอยู่ที่โกเบเป็นจำนวนมาก โดยได้ย้ายมาอาศัยรวมกันในย่านคิตาโน ซึ่งมีลักษณะเป็นเนินเขาสูง ด้านหน้าหันออกสู่ท้องทะเลมีทัศนียภาพที่สวยงาม ชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ย่านคิตาโนนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน โปรตุเกส ฮอลแลนด์ รวมถึงอเมริกาด้วย บ้านเรือนต่างๆ ในย่านนี้จึงมีกลิ่นอายของชาติตะวันตกอย่างชัดเจน วันเวลาผ่านไปเมื่อชาวต่างชาติผู้เป็นเจ้าของได้ล้มหายตายจากหรือเดินทางกลับประเทศ เหลือไว้แต่เพียงคฤหาสน์พร้อมข้าวของเครื่องใช้ ทางรัฐบาลจึงได้ทำการปรับปรุงบ้านหลายๆหลังให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบันคงเหลืออยู่เพียง 14 หลังเท่านั้น ที่เปิดให้เข้าชม คิตาโนจึงถือเป็นไฮไลท์หลักของการเที่ยวในโกเบที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด เป็นย่านที่รวมคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกที่ใหญ่และหลากหลายที่สุดในคันไซ ที่บอกเล่าถึงความเฟื่องฟูของเมืองท่าในอดีตได้เป็นอย่างดี
การเดินทาง :รถ City Loop Bus ลงป้าย Kitano Ljinkan หรือจากสถานีรถไฟ Shin-Kobe หรือ Sannomiya เดินต่ออีก 10 นาที

ปราสาท Hime ji

    ปราสาทฮิเมจิ ว่ากันว่าสวยที่สุดในญี่ปุ่น จนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การ UNESCO เมื่อปี ค.ศ.1993 เป็นแห่งแรกของโบราณสถานในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกปราสาทนี้ว่า ปราสาทนกกระสาขาวบ้าง ปราสาทหงส์ขาวบ้าง ว่ากันว่ามีที่มาจากสีขาวของผนังปราสาทนั่นเอง ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นโดยใช้ไม้ทั้งหมด มีเพียงส่วยของป้อมและกำแพงต่างๆ เท่านั้น ที่สร้างจากหิน แต่เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นเพียงป้อมปราการขนาดเล็กที่สร้างขึ้นโดย Norimura Akamatsu เมื่อปี ค.ศ.1333 ก่อนจะปรับโครงสร้างให้ออกมาเป็นปราสาทโดย Kuroda Shigetaka จนแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1561 ปราสาทนี้ตกไปสู่มือเจ้าของใหม่ คือ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ในปี ค.ศ.1601 อิเคดะ เทรุมาสะ บุตรเขยของโชกุนโทกุงาวะ อิเอยะสุ จึงได้บูรณะต่อเติมปราสาทออกไปอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
    ปราสาทฮิเมจิ รอดพ้นจากการถูกทำลายโดยกองทัพของสัมพันธมิตรเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่ฮิเมจิเองนั้นถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักจนบ้านเรือนเสียหายราบเป็นหน้ากลอง ตัวปราสาทจึงมีความสวยงามไม่ผิดเพี้ยนไปจากเมื่อครั้งสมัยเริ่มสร้าง
    ตัวปราสาทหลังการบูรณะเสร็จสิ้นจะเห็นว่าผนังปราสาทมีความขาวแวววาว เด่นสะดุดตามาแต่ไกล ตามข้อมูลบอกว่าสีที่ใช้ทาผนังจะค่อยๆลดความขาวลงเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็จะอยู่ในระดับที่พอดี เมื่อเดินผ่านซุ้มจำหน่ายบัตรเข้าข้างในจะเจอหอนิชิโนมารุ (Nishi-no-Maru) เดิมสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับขององค์หญิงเซ็น ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ มีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จัดแสดงอยู่ ส่วนหอหลักของปราสาทฮิเมจิ หรือ Daitenshu นั้นคือ ส่วนที่สวยงามที่สุดของปราสาท มีความสูงประมาณ 40 เมตร โครงสร้างเป็นไม้ทั้งหลัง มองจากด้านนอกเหมือนมีทั้งหมด 5 ชั้น แต่จริงๆแล้วด้านในมี 6 ชั้น (มีชั้นใต้ดินซ่อนอยู่) ด้านในเป็นห้องโล่งๆ ทาสีน้ำตาลเข้ม พื้นปูด้วยไม้ มืดๆ ไม่มีการจัดแสดงอาวุธ ชุดเกราะหรืออื่นๆทั่วไปในญี่ปุ่น ชั้นบนสุดของปราสาท จะเป็นหอคอยที่สามารถมองเห็นตัวเมืองรอบๆได้ วิวจากชั้นบนมีความสวยงามมาก
เปิดให้บริการเวลา :09.00 – 17.00 น.
อัตราค่าเข้าชม :1,000 เยน / คน (เด็ก 300 เยน)
การเดินทาง :จากสถานี JT Himeji หรือสถานี Sanyo Railway Himeji (สายเอกชน) เดินต่ออีก 700 เมตร