WISMATRAVEL - ตั๋วถูกจัง
ตั๋วถูกจัง

Kyoto

เกียวโต เมืองท่องเที่ยวชื่อดังที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมืองที่มีวัดเก่าแก่ทรงคุณค่า ศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์
 

Kyoto
เกียวโต อดีตเมืองหลวงอันงดงามและรุ่งเรือง

      เกียวโต เมืองท่องเที่ยวชื่อดังที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมืองที่มีวัดเก่าแก่ทรงคุณค่า ศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ ความสวยงามและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติแม่น้ำลำธารและป่าเขา รวมไปถึงสาวงามนามเกอิชา ที่ใครๆก็ใฝ่ฝันว่าจะต้องมาเห็นด้วยตาสักครั้งหนึ่ง นอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแล้ว ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ปัจจุบันเกียวโตยังคงเหลือร่องรอยของความรุ่งเรืองเมื่อครั้งอดีต ไม่ว่าจะเป็นวัดและศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ทั่วเมืองจำนวนหลายแห่ง มีสมบัติล้ำทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าถูกเก็บรักษาไว้ จนได้รับประกาศให้เป็นมรดกโลก ความงดงามของอาคารบ้านเรือนเก่าๆ ที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ ความสวยงามของธรรมชาติ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยว จากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสาย จนเมืองหลวงในอดีตแห่งนี้ไม่เคยมีช่วงเวลาที่เงียบเหงาเลยแม้แต่วันเดียว

การเดินทางไปเกียวโต

      รถไฟ

      โตเกียว >> เกียวโต จากสถานี JT Tokyo นั่งรถไฟชินคันเซนสาย Tokaido Shinkansen มาลงที่สถานี JR Kyoto ใช้เวลา 158-164 นาที แล้วแต่ขบวน

      โอซาก้า >> เกียวโต จากสถานี Shin-Osaka นั่งรถไฟชินคันเซนสาย Tokaido Shinkansen จากสถานี Shin-Osaka ลงที่สถานี Kyoto ใช้เวลา 15 นาที

      และสามารถนั่งรถไฟด่วนพิเศษ ขบวน LTD. EXP (Wide View) HIDA, LTD. EXP Thunderbird หรือ LTD. EXP Haruka ลงที่สถานี JR Kyoto ใช้เวลา 25 นาที หรือนั่งรถไฟเร็วพิเศษ ขบวน Special Rapid Service จากสถานี Osaka ลงที่สถานี JR Kyoto ใช้เวลา 33 นาที

      ถ้าไปเกียวโตด้วยรถไฟ JR จะสะดวกกว่า เนื่องจากมีรถไฟหลายสายและวิ่งตรงเข้าสถานี Kyoto ซึ่งเป็นจุดต่อรถประจำทางและรถไฟใต้ดินด้วย หากจะใช้บัตร Kansai Thru Pass เดินทาง จะต้องนั่งรถไฟของ Hankyu ซึ่งจะวิ่งไปถึงสถานีรถไฟ Shijo เท่านั้นแล้วค่อยต่อรถไฟใต้ดินกลับไปที่สถานี JR Kyoto แม้ว่าวิธีเดินทางโดยใช้บัตร Kansai Thru Pass จะไม่เสียเงินสักเยนแต่ก็เสียเวลาเปลี่ยนรถไฟพอสมควร ยังไงก็ลองเปรียบเทียบกันดูนะคะ ถ้าเวลาไม่ใช่ปัญหา อยากประหยัดค่าเดินทางมากกว่าก็ใช้บัตร Kansai Thru Pass นั่งรถไฟ Hankyu แทน

การเดินทางภายในเกียวโต

      รถไฟ

      เป็นระบบขนส่งมวลชนที่ได้รับความนิยม รถไฟที่วิ่งในเกียวโตมีผู้ให้บริการอยู่หลายราย ทั้ง JR, Hankyu, Keifuku และ Keihan เป็นต้น ซึ่งรถไฟแต่ละสายจะวิ่งคนละย่าน บางสายก็วิ่งในเมือง บางสายวิ่งเฉพาะนอกเมือง ดังนั้นควรศึกษาเส้นทางให้ดีว่าสถานที่ที่เราจะไปต้องขึ้นรถไฟสายไหน

      บัส

      เป็นระบบขนส่งมวลชนหลักของทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเมืองเกียวโต รถประจำทางที่นี่มีหลากหลายสาย แต่ละสายวิ่งซอกซอนเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆแทบจะทุกที่ เรียกได้ว่าเป็นระบบขนส่งที่ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดแล้ว แต่เนื่องจาดเกียวโตเป็นเมืองท่องเที่ยว ดังนั้นต้องทำใจด้วยว่ารถอาจจะแน่นทุกวันและบางวัน เช่น วันเสาร์วันอาทิตย์จะติดมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยวบางครั้งรถแน่นมากไม่สามารถเบียดขึ้นไปได้จนต้องรอเที่ยวถัดไปแทน

      รถไฟใต้ดิน

      เกียวโตมีรถไฟใต้ดินวิ่งให้บริการเพียง 2 สาย คือ Karasuma Line (K) และ Tozai Line (T) ซึ่งจะวิ่งครอบคลุมในเขตใจกลางเมือง หากเที่ยวตามวัด วัง หรือย่านต่างๆ ที่รถไฟใต้ดินวิ่งผ่านก็ควรเลือกใช้วิธีนี้เพราะสะดวกที่สุด

      ตั๋วรถเมล์ + รถไฟใต้ดินแบบเหมาจ่าย

      สำหรับใครที่ไม่มีบัตร Kansai Thru Pass และตั้งใจว่าจะเที่ยวเกียวโตให้คุ้มที่สุด (ขึ้นลงรถหลายเที่ยว) แนะนำให้ซื้อบัตรเหมาจ่ายไปเลย ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ ดังนี้

      1.Kyoto City Bus & Kyoto Bus One-day Pass

      ใช้นั่งรถเมล์ในเขตเกียวโตได้ฟรีภายใน 1 วัน ไม่จำกัดเที่ยว แต่สำหรับรถเมล์บางคันที่วิ่งออกไปไกลกว่าปกติ จะต้องจ่ายส่วนเพิ่มด้วย (สอบถามคนขับได้)

      ราคา ผู้ใหญ่ 500 เยน เด็ก 250 เยน

      2.Kyoto Sightseeing One and Two-day Pass

      ใช้ขึ้น-ลง รถเมล์และรถไฟใต้ดินในเขตเกียวโตได้ไม่จำกัด ภายใน 1 หรือ 2 วัน (แล้วแต่บัตร)

      ราคาชนิด 1 วัน ผู้ใหญ่ 1,200 เยน, เด็ก 600 เยน // ชนิด 2 วัน ผู้ใหญ่ 2,000 เยน, เด็ก 1,000 เยน

      **บัตรทั้งสองชนิดนี้ สามารถซื้อได้ที่เคาท์เตอร์จำหน่ายตั๋วที่ Bus Terminal หน้าสถานีเกียวโต**

      3. บัตรKyoto Sightseeing One-day Pass (Yamashina-Daigo Area added)

      ใช้ขึ้น-ลง รถเมล์และรถไฟใต้ดินในเขตเกียวโตได้ไม่จำกัด ภายใน 1 วัน และใช้โดยสารรถประจำทางของ Keihan ซึ่งวิ่งอยู่ในเขตพื้นที่ Yamashina-Daigo ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเกียวโตได้ไม่จำกัดเที่ยว ภายใน 1 วัน ราคา 1,300 เยน (มีเฉพาะบัตรผู้ใหญ่เท่านั้น)

      4. บัตรKyoto City Subway One-day Pass

      ใช้ขึ้น-ลง เฉพาะรถไฟใต้ดินในเขตเกียวโตได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยวภายใน 1 วัน

      ราคา ผู้ใหญ่ 600 เยน, เด็ก 300 เยน

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจใน “เกียวโต”

พระราชวังเกียวโต Kyoto Imperial Palace

      ในอดีตเคยเป็นที่ประทับขององค์พระจักรพรรดิมาตั้งแต่สมัยเกียวโต ยังเป็นเมืองหลวงของประเทศ ก่อนจะย้ายไปยังโตเกียวเช่นปัจจุบัน พระราชวังเกียวโตตั้งอยู่ในพื้นที่สวนอันกว้างขวางที่เรียกว่า Kyoto Gyoen ภายในสวนแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระราชวัง Sento (Sento Imperial Palace) ด้วย

      การเที่ยวชมพระราชวังเกียวโตนั้น หากต้องการเข้าชมอาคารและเขตพระราชฐานด้านใน ต้องทำเรื่องจองล่วงหน้าก่อนผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักพระราชวัง (Imperial Household Agency) จาก http://sankan.kunaicho.go.jp/english/index.html โดยเข้าไปกรอกข้อมูลต่างๆ และเลือกวันที่ต้องการเข้าชมให้เรียบร้อย ทัวร์ชมพระราชวังจะมีวันละ 2 รอบ คือ รอบเช้า 10.00 น. และรอบบ่าย 14.00 น. (ซึ่งก็ควรจะจองล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ) เมื่อลงทะเบียนต่างๆ ครบถ้วนแล้ว เราจะได้รับอีเมล์ยืนยัน ให้พิมพ์อีเมล์ติดตัวไปพร้อมทั้งหนังสือเดินทาง เพื่อนำไปแสดงกับเจ้าหน้าที่ด้วยในวันที่เข้าชม จุดนัดพบจะอยู่ที่ประตูเซอิโชมง (Seishomon) ควรไปถึงก่อนเวลาล่วงหน้าสักครึ่งชั่วโมง เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยกับเจ้าหน้าที่ เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่จะพาเราเดินเข้าไปด้านใน เพื่อชี้แจงระเบียบการต่างๆ แล้วเจ้าหน้าที่จะเริ่มนำลูกทัวร์เข้าไปชมส่วนต่างๆ ของพระราชวังต่อไป ส่วนสำคัญของพระราชวังเกียวโต มีดังนี้

      โชไดบุโนะมะ (Shodaibunoma) ห้องรับรองสำหรับขุนนางหรือพระราชอาคันตุกะที่รอเข้าเฝ้าพระจักรพรรดิ เป็นห้องที่มีภาพเขียนเสือ นกกระเรียนและซากุระ วาดอยู่บนประตูุบานเลื่อน ผู้ที่จะเข้าเฝ้าจะต้องนั่งรอในห้องที่แตกต่างกันไปตามยศ

      ประตูเค็นเรอิมง (Kenreimon) เป็นประตูใหญ่ของพระราชวังเกียวโต ใช้เป็นทางเสด็จเข้าออกของพระจักรพรรดิ

      พระที่นั่งชิชินเด็น (Shishinden) เป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ

      สวนโออิเคะนิวะ (Okikeniwa) ตั้งอยู่ภายในพระราชวัง เป็นสวนญี่ปุ่นอันสวยงามร่มรื่น

ตลาด Nishiki

      เป็นตลาดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเกียวโต จนได้รับสมญานามว่า “ครัวของเกียวโต” ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ลักษณะเป็นตรอกทางยาวประมาณ 400 เมตร สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านขายปลาสด ปลาแห้ง สาหร่ายทะเล อาหารทะเลทั้งสดและแปรรูป ซูชิสดๆ ผักดอง ผักสดและผลไม้ เต้าหู้ เครื่องปรุงรส ไปจนถึงร้านอาหารเรียงรายกันไป รวมๆเป็นร้อยร้าน

      ถ้ายังคิดไม่ออกว่าจะไปฝากท้องที่ไหน แนะนำให้มาที่นี่เลย เพราะมีร้านขายขนมและของฝากให้เลือกซื้อกันไม่หวาดไม่ไหว ในแต่ละวันตลาดนิชิกิจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายสินค้าหรือหาวัตถุดิบ เพื่อนำไปทำอาหาร รวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศที่พากันมาชมบรรยากาศและชิมอาหารสดๆ ทั้งซูชิ ผักดอง เต้าหู้ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรสชาติท้องถิ่นแท้ๆ และดังเดิมของเมืองเกียวโตเลยทีเดียว

ศาลเจ้า Heian

      สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1895 เนื่องในโอกาสที่นครเกียวโตมีอายุครบ 1,100 ปี จุดเด่น คือ เสาโทริอิขนาดยักษ์ ซึ่งตั้งคร่อมถนนหน้าทางเข้าศาลเจ้า ตัวศาลเจ้าถอดแบบมาจากพระราชวังอิมพีเรียล แต่ได้ถูกย่อส่วนลง ตัวอาคารสร้างด้วยไม้ทาสีแดงสด รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเฮอัน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีน มีเจดีย์มังกรฟ้าและเจดีย์พยัคฆ์ขาว ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายและขวาของอาคาร ด้านหลังศาลเจ้าเป็นบึงน้ำและสวนดอกซากุระ เป็นจุดชมซากุระที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งในเกียวโต ศาลเจ้าแห่งนี้ยังเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลจิไดมัทสึริ (Jidai Matsuri) หนึ่งในสามเทศกาลที่สำคัญที่สุดของเกียวโต โดยจะมีขบวนแห่ของผู้คนที่แต่งกายตามยุคโบราณ จากพระราชวังอิมพีเรียล มายังศาลเจ้าแห่งนี้ เทศกาลจิไดมัทสึริจัดขึ้นเป็นประจำ ทุกวันที่ 22 ตุลาคมของทุกปี

เปิดให้บริการเวลา: 06.00 – 17.30 น.

อัตราค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมสวน 600 เยน

การเดินทาง: จากสถานีเกียวโต นั่งรถบัสสาย 5 และ 100 ลงป้าย KyotoKaikanbijusukan (Heian Jingu-mae)

ศาลเจ้า Yasaka

      ศาลเจ้ายาซากะ หรือ ศาลเจ้ากิอน เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ระหว่างย่านกิอนและย่านฮิกาชิยามา ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวชื่อดังของเกียวโต จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเข้ามาเยี่ยมชมและสักการะขอพร กันเป็นจำนวนมากเช่นกัน ศาลเจ้ายาซากะมีจุดเด่นอยู่ที่โคมไฟจำนวนมากที่แขวนอยู่ตรงซุ้มประตูทางเข้า และหอระบำ ซึ่งตั้งอยู่กลางศาลเจ้า และยังเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลกิอนมัทสึริ (Gion Matsuri) เทศกาลที่ยิ่งใหญ่และโด่งดัง จัดขึ้นในเดือนกรกฎาคมของทุกปี โดยจะมีขบวนแห่โคมไฟ ศาลเจ้าจำลอง ผู้คนต่างแต่งชุดยูกาตะออกมาเต้นรำกันทั่วเมือง

เปิดให้บริการเวลา: เปิดทั้งวัน

อัตราค่าเข้าชม: ฟรี

การเดินทาง: จากสถานีเกียวโตลงป้าย Gion แล้วนั่งรถบัสสาย 100 และ 206 หรือจากสถานี Gion Shijo รถไฟ Keihan แล้วเดินต่ออีก 10 นาที

วัด Rengeo-in

      หรือคนไทยรู้จักกันดีในนาม วัดเจ้าแม่กวนอิมพันองค์ เนื่องจากด้านในประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิมสำริด จำนวน 1001 องค์ สำหรับวิหารหลักที่ประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิมนั้นเป็นโถงไม้เก่าแก่ ยาวถึง 120 เมตร ด้านหน้าองค์เจ้าแม่กวนอิม มีรูปปั้นของเทพเจ้า Fudomyo แกะสลักจากไม้ (ผู้ปกปักษ์รักษาองค์เจ้าแม่กวนอิม) ในอิริยาบถที่แตกต่างกันหลายองค์ วัดเดิมถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1164 แต่ถูกเพลิงไหม้ทำลายลง ที่เห็นในปัจจุบันถูกบูรณะขึ้นมาใหม่

อัตราค่าเข้าชม: 600 เยน

การเดินทาง: นั่งรถประจำทางสาย 100, 206 หรือ 208 จากสถานี JR Kyoto ลงป้าย Hakubutsukan Sanjusangendo-mae 

ย่าน Gion

      ย่านบันเทิงยามค่ำคืนที่มีชื่อเสียงของเกียวโต เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต่างมุ่งหวังจะมาได้เจอกับ “เกอิชา” หญิงงามผู้ให้ความบันเทิงกับแขกที่มาดื่มกิน ย่านกิอนตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกียวโต ใกล้กับศาลเจ้ายาซากะ ถือเป็นย่านที่คับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวย่านหนึ่งของเกียวโต สำหรับจุดที่เป็นไฮไลท์ของย่านนี้ จะอยู่ที่ถนนฮานามิ โคจิ ซึ่งเป็นถนนเส้นเล็กๆ ยาวไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร แต่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านน้ำชา ภัตตาคารที่ตกแต่งแบบโบราณแต่ดูหรูหรา หลายร้านในย่านนี้จะมี “เกอิชา” (Geisha) ไว้คอยต้อนรับและบริการแขก และมี “ไมโกะ” (Maiko) หรือเกอิชาฝึกหัดเป็นผู้ช่วย ความคึกคักของย่านนี้จะเริ่มตั้งแต่หลังหกโมงเย็นเป็นต้นไป นอกจากนี้ในย่านกิอน ยังมีโรงละครที่เรียกว่า “Gion Corner” ซึ่งเป็นศูนย์แสดงศิลปะการแสดงที่เก่าแก่ของญี่ปุ่น มีทั้งการร่ายรำของไมโกะ การสาธิตพิธีชงชา การแสดงหุ่นกระบอก เป็นต้น ซึ่งต้องเสียค่าเข้าชมด้วย

เปิดให้บริการเวลา: ขึ้นอยู่กับร้านนั้นๆ

การเดินทาง: จากสถานี JR Kyoto นั่งรถบัสสาย 100 และ 206 ลงป้าย Gion หรือจากสถานี Gion Shijo รถไฟ Keihan เดินต่ออีก 3 นาที

วัด Ginkakuji

      วัดกินคะคุจิ หรือที่เรียกกันว่า “วัดพลับพลาเงิน” เป็นวัดดังอีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเกียวโต ถูกยกให้เป็นส่วนหนึ่งของอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์ แห่งเมืองเกียวโต ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี ค.ศ.1994 จากองค์การ UNESCO พื้นที่วัดนี้เดิมทีเคยเป็นที่พักของโชกุนอะชิคางะ โยชิมาสะ โดยมีการจำลองแบบมาจาก วัดพลับพลาทองคินคาคุจิ (Kinkakuji) ที่สร้างโดยโชกุนอะชิคางะ โยชิมิทสุ ผู้เป็นปู่ หลังจากสมัยของโชกุนอะชิคางะ โยชิมาสะ วัดแห่งนี้จึงได้ถูกดัดแปลงให้เป็นวัดเซ็น ในปี ค.ศ.1490

      ตัววิหารหลักของวัด หรือ พลับพลาเงินนั้น เป็นอาคารไม้สีดำสองชั้น ด้านประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์คันนง (พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์) บนหลังคามีรูปนกฟินิกซ์ ทำจากสำริดคล้ายกับวิหารพลับพลาทอง คินคะคุจิ (ด้านในไม่เปิดให้เข้าชม) บริเวณใกล้กับวิหารพลับพลาเงิน มีลานหินกรวดสีขาวจำลองแบบมาจากท้องทะเล มีชื่อเรียกว่า “กินฉะดัน” (Ginshadan) แปลว่า ท้องทะเลแห่งทรายสีเงิน และกองทรายรูปทรงกรวย สูงราวๆสองเมตร ชื่อ “โคเง็ทสึได” Kogetsudai หรือ ลานชมจันทร์ ภายในวัดมีสระน้ำและสวนมอสที่จัดแต่งอย่างสวยงาม ด้านหลังวัดเป็นทางเดินขึ้นเนินเขาไป มองลงมาเห็นวิวของวัดและเมืองเกียวโตจากด้านบนนี้ได้อย่างดี

เปิดให้บริการเวลา: 08.30 – 17.00 น.

อัตราค่าเข้าชม: 500 เยน

การเดินทาง: จากสถานี JR Kyoto นั่งรถบัสสาย 5, 17, 100 ลงป้าย Ginkakuji-michi 

เส้นทางสายนักปราชญ์ Philosopher’s Path Tetsugaku no michi 

      ทางเดินเท้าเล็กๆ เลียบคลองบิวาโกะใสสะอาด ที่มีจุดเริ่มต้นจากบริเวณหน้าวัดกินคะคุจิ ไปจนสุดทางที่วัดนันเซ็นจิ ได้รับยกย่องว่าเป็น จุดชมซากุระที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองเกียวโต ที่มาของชื่อ “ถนนสายนักปราชญ์” ได้มาจากในอดีตนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียง ชื่อ “Nishida Kitaro” มักจะเดินมาสงบจิตใจที่นี่ เพื่อให้เกิดสมาธิ

      ในช่วงที่ดอกซากุระบานนั้น ทางเดินเส้นนี้จะเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว จากทั่วสารทิศที่พากันมาชมความงามของซากุระกว่า 500 ต้น ที่ปลูกเลียบไปตามริมคลอง

      ตลอดสองข้างทางเดินยังเต็มไปด้วยร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ร้านน้ำชา คาเฟ่ ร้านขายของแฮนด์เมดเก๋ๆ ให้ไว้แวะชมแวะดูกันเพลินๆ บางครั้งก็จะมีศิลปินท้องถิ่นมานั่งวาดภาพ และขายผลงานตามข้างทางด้วย ระหว่างทางเดินเลียบคลองยาว 2 กิโลเมตร จะมีศาลเจ้าและวัดเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก สามารถเดินแวะเข้าไปเที่ยวชมได้ และนอกจากช่วงซากุระบานแล้ว ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใบเมเปิลและใบแปะก๊วยที่ปลูกอยู่ริมคลอง ก็จะพากันเปลี่ยนสีส้มเหลือง สวยงามไม่แพ้ช่วงซากุระบานเช่นกัน

การเดินทาง: จากหน้าวัด Ginkakuji เดินต่อราว 3 นาที

วัด Kiyomizudera

      วัดคิโยมิสึเดระ มีความหมายว่า “วัดน้ำใส” ตั้งอยู่ที่เขตฮิกาชิยามะ เชิงเขาโอโตวะ ด้านทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต เป็นวัดในศาสนาพุทธิ นิกายฮอสโซ มีพระโพธิสัตว์พันกรเป็นพระประธาน ที่มาของชื่อวัดคิโยมิสึเดระ ได้มาจากน้ำพุธรรมชาติที่ไหลมาจากเขาโอโตวะ ที่มีความใสบริสุทธิ์ และเชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

      วัดคิโยมิสึเดระ เป็นวัดเก่าแก่มีอายุมากกว่า 1,000 ปี สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1631-1633 โดยโชกุนโทกุงาวะ อิเอะมิซึ วัดคิโยมิสึเดระได้รับการรับรองประกาศเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO ในปี ค.ศ.1994 เมื่อเดินมาถึงทางเข้าวัด สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจน ก็คือ ซุ้มประตูไม้ขนาดยักษ์ ทาสีส้มสด เป็นจุดแรกที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปคู่ด้วยมากที่สุดแห่งหนึ่ง เดินเลยเข้ามาด้านในจะเห็นเจดีย์สามชั้น ใกล้กับซุ้มขายตั๋ว มีอ่างล้างมือบ้วนปากก่อนเข้าวัดตามธรรมเนียม เมื่อเข้าไปในตัวอาคารหลักจะเห็นกระบองเหล็กสองแท่ง กับเกี๊ยะเหล็กวางอยู่ ว่ากันว่าเป็นของเบ็งเก กระบองเหล็กนี้อันหนึ่งใหญ่อันหนึ่งเล็ก ใช้เสี่ยงทายความสำเร็จ ผู้ชายให้ใช้สองมือยกกระบองอันใหญ่ ผู้หญิงให้ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดยกกระบองอันเล็ก หากยกขึ้นได้ คำอธิษฐานนั้นจะสำเร็จ แต่หากยกไม่ขึ้นก็จะต้องเพิ่มความพยายามเข้าไปในเรื่องนั้นๆอีก

เปิดให้บริการเวลา: 06.00 – 18.00 น.

อัตราค่าเข้าชม: 300 เยน

การเดินทาง: รถบัสสาย 100 หรือ 206 ลงป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-muchi แล้วเดินต่ออีก 10 นาที

ปราสาท Ni jo

      ปราสาทนิโจ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1603 โดยใช้เป็นที่รองรับโชกุนโทกุงาวะ อิเอยะสุ ในการมาเยือนเมืองเกียวโต การสร้างปราสาทใช้เวลายาวนานถึง 23 ปี แล้วเสร็จในสมัยของโชกุนโทงาวะ อิเอมิตสึ (โชกุนโทกุงาวะ ลำดับที่ 3) โดยได้มีการขยายพื้นที่ ต่อเติมตัวปราสาทให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ความโดดเด่นของปราสาทแห่งนี้ อยู่ที่เป็นปราสาทไม้ขนาดใหญ่ ดูแข็งแกร่ง สง่างามและแฝงด้วยความปราณีตอย่างสมบูรณ์แบบ สมศักดิ์ศรีกับความยิ่งใหญ่ของตระกูลโทกุงาวะ ที่ปกครองญี่ปุ่นยาวนานถึง 250 ปี และในปี ค.ศ.1994 ปราสาทนิโจถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การ UNESCO

      บริเวณของปราสาทประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ นิโนะมารุ (Ninomaru), สวนเซน และฮอนมารุ (Honmaru) เมื่อผ่านประตูไม้เก่าแก่ Karamon เข้าไปจะเป็นส่วนของนิโนะมารุ (Ninomaru) หรือตัวปราสาทชั้นนอก ประกอบด้วยอาคารไม้หลายหลังที่มีทางเชื่อมเข้าถึงกัน อดีตเป็นที่พำนักของโชกุนและผู้ติดตาม ถัดจากนิโนะมารุ คือ สวนเซน ที่มีสระน้ำและก้อนหินขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยบอนไซรูปทรงสวยงาม เมื่อพ้นคูน้ำและแนวกำแพงหินเข้าไป จะเป็นส่วนของ ฮอนมารุ คือ ปราสาทชั้นใน แต่เดิมมีด้วยกันห้าชั้น แต่ถูกไฟไหม้ ต่อมาได้บูรณะใหม่เหลือเพียงชั้นเดียว ด้านในไม่เปิดให้เข้าชม แต่สามารถมองเห็นความงดงามจากมุมอื่นๆ ของสวนได้

เปิดให้บริการเวลา: 08.45 – 17.00 น. (ขายตั๋วจนถึง 16.00 น.) เวลาเข้าชม 09.00-16.00 น. ปิดวันอังคารของเดือน มกราคม, กรกฎาคม, สิงหาคม, ธันวาคม และ 26 ธันวาคม – 4 มกราคม

อัตราค่าเข้าชม: 600 เยน

การเดินทาง: จากสถานี JR Nijo เดินตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปอีก 200 เมตร จะเจอทางเข้าและที่จำหน่ายตั๋ว หรือนั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai ลงสถานี Nijojo-Mae ทางออก 1 ข้ามถนนแล้วเดินประมาณ 100 เมตร หรือนั่งรถ Kyoto City Bus หมายเลข 9, 50 หรือ 101 จากสถานี JR Kyoto มาลงที่สถานี Nijo-mae ใช้เวลา 15-20 นาที ราคา 230 เยน

หอคอย Kyoto

      หอคอยประจำเมืองที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานี Kyoto มีความสูง 131 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมที่สูงที่สุด ของเกียวโต สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1964 จุดชมวิวอยู่ที่ระดับ 100 เมตรจากพื้นดิน สามารถชมวิวได้ 360 องศา ในส่วนด้านล่างของหอคอยเป็นโรงแรมและห้างสรรพสินค้าที่จำหน่ายของแบรนด์เนมดัง ของที่ระลึก และร้านอาหาร

เปิดให้บริการเวลา: 09.00 – 21.00 น.

อัตราค่าเข้าชม: 770 เยน

การเดินทาง: ตั้งอยู่ตรงข้ามสถานี JR Kyoto

วัด Kinkaku-ji หรือ วัดปราสาททอง

      มีอีกชื่อเรียกว่า “วัดโระคุอนจิ” (Rokuonji) จุดเด่นของวัดนี้ คือ อาคารสีทองสามชั้นตั้งอยู่กลางสระน้ำขนาดใหญ่ แม้ในอดีตตัวศาลาแห่งนี้ จะถูกเพลิงเผาวอดวายหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ให้สวยงามดังเดิม

      ตัวศาลาเป็นอาคารสามชั้น แต่ละชั้นมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ต่างกันไป โดยชั้นล่างจะเป็นโครงสร้างไม้ ปิดด้วยผนังสีขาวเรียบ เรียกว่า สถาปัตยกรรมแบบชินเด็น (Shinden - Tsukuri) แบบเดียวกับที่ใช้สร้างพระราชวังในสมัยเฮอัน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปปั้นของโชกุนโยชิมิซึ เดิมใช้เป็นที่รองรับแขกของโชกุน ชั้นที่สองเป็นสถาปัตยกรรมแบบบุกเกะ Buke – Tsukuri สร้างตามแบบฉบับของบ้านซามูไร ส่วนชั้นบนสุดของศาลา เป็นทรงแบบวัดเซ็น Kukkyo – Cho ใช้เป็นที่จัดพิธีชงชาและพบปะกับบรรดาสหายของท่านโชกุน ชั้นสองและสามนั้นปิดด้วยแผ่นทองคำสีทองเหลืองอร่าม บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟินิกซ์สีทองประดับอยู่ ปราสาททองตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางสระน้ำขนาดใหญ่ ที่มีการตกแต่งทัศนียภาพตามแบบฉบับของสวนเซ็น

เปิดให้บริการเวลา: 09.00 – 17.00 น.

อัตราค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่  400 เยน, เด็ก 300 เยน

การเดินทาง: รถประจำทางสาย 101 และ 205 ลงป้าย Kinkakujimichi

สะพาน Togetsukyo

      เป็นสะพานที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำโฮสุ โดยมีภูเขาอาราชิยาม่าเป็นฉากหลัง เดิมทีเป็นสะพานไม้ที่สร้างขึ้นในสมัยเฮอัน แต่ปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี ค.ศ.1930 มีฐานเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก แต่ส่วนของราวสะพานยังคงทำด้วยไม้ เพื่อคงเอกลักษณ์เดิมไว้ ทิวทัศน์ของสะพานโทเง็ตสึเคียว ที่มีภูเขาอาราชิยาม่าเป็นฉากหลังนั้นโด่งดังและคลาสสิกมาก ทำให้สะพานแห่งนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เมื่อเดินข้ามฝั่งไปทางด้านทิศใต้จะเป็นย่านชุมชน มีโรงแรมและร้านอาหาร สถานที่เที่ยวที่น่าสนใจในฝั่งนี้ คือ สวนลิงอาราชิยาม่า และวัดโฮรินจิ (Horin-ji) ซึ่งทั้งสองที่ต้องเดินขึ้นเขาไปพอสมควร

การเดินทาง: จากสถานี JR Saga Arashiyama แล้วเดินตามถนนหลักมา 200 เมตร จากนั้นเลี้ยวขวาเดินตรงมากอีก 500 เมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปอีก 250 เมตร หรือจากสถานี Arashiyama (รถรางรันเด็ง) แล้วเดินตรงไป 200 เมตร

ทางเดินเลียบแม่น้ำ Hozu

      เมื่อเดินข้ามสะพานโทเง็ตสึเคียวแล้ว แนะนำว่าให้ลองเดินเลียบแม่น้ำโฮสุ ไปทางทิศตะวันตกเรื่อยๆ (ข้ามสะพานมาแล้วเลี้ยวขวาเลียบแม่น้ำไป) ไม่ไกลจากสะพานจะมีศาลเจ้าเล็กๆ ชื่อ Ichitani Munakata Jinja เดินเลียบแม่น้ำขึ้นไปเรื่อยๆ จะพบกับแพร้านอาหารที่จอดอยู่ริมฝั่งคอยให้บริการนักท่องเที่ยวล่องเรือผ่านมาด้วย หากเดินเลยขึ้นไปอีกจะเป็นที่ตั้งของวัดเซ็นโกจิ Senko-ji วัดเล็กๆที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา ด้านบนมีทิวทัศน์ที่สวยงาม มองลงมาเห็นแม่น้ำโฮสุที่คดเคี้ยวไหลผ่านหุบเขา บรรยากาศดีมาก อาจจะต้องเดินไกลอีกนิด แต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน

การเดินทาง: เดินข้ามสะพานโทเง็ตสึเคียวมาฝั่งใต้แล้วเดินเลียบแม่น้่ำ

ทางเดินเลียบป่าไผ่

            เส้นทางเดินลัดเลาะเลียบป่าไผ่อันโด่งดังและถือเป็นจุดเด่นของอาราชิยาม่า ซึ่งปรากฎอยู่ในภาพยนตร์และอะนิเมะหลายๆเรื่อง สองข้างทางเดินที่เต็มไปด้วยต้นไผ่เขียวชอุ่ม ชูช่อสูงเอนพริ้วไหวไปตามสายลม ช่วยให้จิตใจสงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาด เส้นทางชมป่าไผ่อาราชิยาม่านี้ เป็นทางเดินเล็กๆ ที่คดเคี้ยวไปมา แต่ไม่ซับซ้อนใช้เวลาเดินเที่ยวไม่นานก็ทั่ว ไม่ต้องกลัวหลงเพราะมีป้ายบอกทางอยู่ตลอด ด้านในป่าไผ่ มีศาลเจ้าเล็กๆ ชื่อ โนโนมิยะ

การเดินทาง: จากสถานี JR Saga Arashiyama แล้วเดินตามถนนหลักมา 200 เมตร หรือจากสถานี Arashiyama (รถรางรันเด็ง) แล้วเดินตรงไป 200 เมตร หรือจากสถานี Arashiyama (รถรางรันเด็ง) แล้วเดินต่ออีก 300 เมตร (เดินเลยทางเข้าวัดเท็นริวจิ)

วัด Tenryo-ji

            เป็นหนึ่งในห้าวัดมรดกโลก ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองเกียวโต ได้รับเลือกจากองค์การ UNESCO วัดเท็นริวจิ เป็นวัดศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายรินไซ สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1339 โดยโชกุนอะชิคางะ ทาคาอูจิ (Ashikaga Takauji) เพื่ออุทิศให้แด่ดวงวิญญาณขององค์จักรพรรดิ โกะ ไดโกะ (Go – Daigo) ตัวอาคารของวัดได้ถูกเผาทำลายหลายต่อหลายครั้ง อาคารที่เห็นในปัจจุบันเป็นการบูรณะขึ้นมาใหม่ ในช่วงยุคสมัยเมจิ ภายในวัดมีสวนโซเง็นจิ (Sogen-chi) ที่ออกแบบโดย Muso Soseki ซึ่งยังคงสภาพเดิมเหมือนยุคแรกๆ ลักษณะเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยหินกรวดและต้นสนญี่ปุ่น โดยมีภูเขาอาราชิยาม่าเป็นฉากหลัง มีภูมิทัศน์ที่สวยงามมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้ภายในวัดยังมีภาพวาดของพระโพธิธรรม (ตั๊กม้อ) ผู้ให้กำเนิดนิกายฌาน (เซ็น) ในจีน รูปปั้นขององค์จักรพรรดิโกะ-ไดโกะ

เปิดให้บริการเวลา: 08.30 – 17.30 น.

อัตราค่าเข้าชม: 500 เยน (ค่าเข้าในวิหาร 100 เยน)

การเดินทาง: จากสถานี JR Saga Arashiyama แล้วเดินตามถนนหลักมา 200 เมตร จากนั้นเลี้ยวขวาเดินตรงมาอีก 500 เมตร หรือจากสถานี Arashiyama (รถรางรันเด็ง) แล้วเดินต่ออีก 100 เมตร

ศาลเจ้า Fushimi Inari กับอุโมงค์ Torii

      หรือศาลเจ้าจิ้งจอกขาว ถือเป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าชื่อดัง ที่นักท่องเที่ยวต่างก็รู้จักกันดี โดยเฉพาะอุโมงค์โทริอิ (Torii) ที่เรียงต่อทอดยาวจากด้านล่างขึ้นไปบนยอดเขา ศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต สร้างขึ้นเพื่อถวายให้แด่เทพอินาริ เทพเจ้าแห่งการกสิกรรม เพื่อให้พื้นที่บริเวณนี้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ปลูกข้าวได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ

      ภายในศาลเจ้ามีรูปปั้นและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับสุนัขจิ้งจอก ซึ่งในตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่น เชื่อว่าเป็นสัตว์นำสาส์นของเทพเจ้ามีอิทธิฤทธิ์พิเศษ สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ สิ่งที่น่าสนใจของการมาเที่ยวที่ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ คือ การได้เดินเล่นลอดอุโมงค์เสาโทริอิกว่าหมื่นต้น ซึ่งเสาแต่ละต้นนั้นห้างร้านหรือบริษัทต่างๆ ได้สร้างและนำมาถวายแด่เทพเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยอุโมงค์โทริอิ มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ทางด้านหลังศาลเจ้า เรียงรายคดเคี้ยวขึ้นไปจนถึงบนเขา เป็นระยะทางราว 4 กิโลเมตร หากใครอยากจะลองเดินจนสุดทางอาจจะต้องเผื่อเวลาไว้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว (ดังนั้นควรมาแต่เช้า) ส่วนใครที่ไม่มีเรี่ยวแรงหรือเวลามากพอ ก็อาจแค่แวะมาถ่ายภาพคู่กับอุโมงค์โทริอิ สีแดงสดเอากลับไปไว้เป็นที่ระลึกก็ได้

เปิดให้บริการเวลา: เปิดตลอด

อัตราค่าเข้าชม: ฟรี

การเดินทาง: จากสถานี JR Inari เดินต่ออีก 120 เมตร หรือสถานี Fushimi Inari ของรถไฟ Keihan Main Line เดินต่ออีก 500 เมตร