WISMATRAVEL - ตั๋วถูกจัง
ตั๋วถูกจัง

การใช้บัตร JR Pass ซื้อ JR Pass แลก JR Pass Exchange Order วิธีการใช้ JR Pass สำรองที่นั่ง

ขั้นตอน วิธีการใช้บัตร JR Pass การแลก Exchange order สำรองที่นั่ง ผ่านเข้าออกสถานี JR Exchange Office สถานที่แลก JR Pass
 

การใช้บัตร JR Pass

1.การแลก Exchange Order เป็นบัตร JR Pass

ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยจะออก Exchange Order ให้กับผู้ซื้อ JR Pass ซึ่งจะไม่สามารถใช้งานได้ ดังนั้นเมื่อเดินทางไปญี่ปุ่น เราจึงมีหน้าที่นำ Exchange Order ที่ได้รับไปนี้ไปแลกเป็นบัตร JR Pass ที่สามารถใช้งานได้จริงเสียก่อนในสถานีรถไฟเจอาร์ใหญ่ๆ ทั่วญี่ปุ่นโดยมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

1.1. มองหาเคาน์เตอร์สำหรับแลกตั๋ว (Japan Rail Pass Exchange Office) ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร (JR Ticket Office) หรือบางสถานีก็แยกเป็นเคาน์เตอร์หรือห้องออกมาต่างหาก ซึ่งสังเกตได้ไม่ยากและจะมีข้อความภาษาอังกฤษกำกับไว้เสมอ

1.2. ก่อนเข้าไปแลกตั๋วให้กรอกรายละเอียดวันที่ต้องการเริ่มใช้ตั๋วในแบบฟอร์มที่เตรียมไว้ จากนั้นนำไปยื่นพร้อมกับ Exchange Order และพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบวีซ่าของเราว่าเป็นแบบ Temporary Visitor หรือไม่ จากนั้นก็จะออกบัตร JR Pass ที่มีผลใช้งานได้จริง โดยบนบัตรจะระบุชื่อผู้ใช้ หมายเลขพาสปอร์ตและวันที่เริ่มต้นใช้ กับวันสุดท้ายที่ใช้การได้เป็นตัวอักษรใหญ่ๆแสดงวันเดือนปีตามแบบปฏิทินญี่ปุ่น

ไม่ต้องกังวลว่าจะไปแลก Exchange Order เป็นตั๋ว JR Pass ที่สถานีไหนดี เพราะตอนซื้อตั๋วตัวแทนจำหน่ายจะมอบคู่มือวิธีการแลกตั๋ว สถานีต่างๆที่แลกตั๋วได้ พร้อมทั้งเวลาเปิด-ปิดของสำนักงานแลกตั๋วในสถานีรถไฟใหญ่ๆทั่วญี่ปุ่น โดยเฉพาะในโตเกียวนั้นมีหลายแห่ง ตั้งแต่สถานีในสนามบินนาริตะทั้ง 2 อาคาร สนามบินฮาเนดะ สถานี Tokyo, Ueno, Ikebukuro, Shinjuku, Shibuya เป็นต้น ส่วนในเมืองอื่นๆก็ตามสถานีรถไฟเจอาร์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองนั่นเอง

หมายเหตุ : จะต้องแลก Exchange Order เป็นบัตร JR Pass ภายใน 90 วันหลังจากที่ตัวแทนจำหน่ายออก Exchange Order ให้

2.การสำรองที่นั่ง

หากต้องการสำรองที่นั่งบนรถไฟขบวนต่างๆ (ขบวน Shinkansen และ Limited Express) ก็สามารถนำบัตร JR Pass ไปขอออกตั๋วได้จากช่องขายตั๋ว (JR Ticket Offices หรือ Midori-no-madoguchi) ในสถานีรถไฟ JR ได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใดๆทั้งสิ้น โดยสามารถสำรองตั๋วได้เมื่อแลก Exchange Order เป็นบัตร JR Pass แล้ว หากมีแผนการเดินทางที่แน่นอนก็สามารถสำรองตั๋วรถไฟล่วงหน้าทุกขบวนได้ตามความต้องการ

ตามปกติแล้วผู้ถือบัตร JR Pass สามารถใช้บริการรถไฟในขบวนต่างๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องสำรองที่นั่งในตู้โดยสารแบบ Non-Reserved Seat โดยเลือกที่นั่งได้ตามอัธยาศัย แต่หากต้องการที่นั่งที่แน่นอนก็นำบัตร JR Pass ไปขอสำรองตั๋วตามที่กล่าวไป

อย่างไรก็ตามมีรถไฟบางขบวนที่ผู้โดยสารทุกคน จำเป็นต้องสำรองที่นั่งทุกครั้งก่อนใช้บริการ รวมทั้งผู้ถือบัตร JR Pass ด้วย ขบวนรถไฟที่ว่าก็มีดังนี้

2.1. JR Narita Express จากสนามบินนาริตะไปยังสถานี Tokyo, Yokohama และ Ikebukuro ซึ่งในช่วงแรกตู้โดยสารจะถูกพ่วงขบวนไปด้วยกัน แต่เมื่อถึงสถานี Tokyo แล้วก็จะถูกตัดขบวนไปยังจุดหมายปลายทางที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันผู้โดยสารขึ้นรถผิดโบกี้ จึงจำเป็นต้องสำรองที่นั่งเพื่อระบุโบกี้และเลขที่นั่งที่แน่นอน

2.2. Hayate Shinkansen จากสถานี Tokyo ถึง Shin-Aomori เนื่องจากในช่วงแรกที่ออกจากสถานีโตเกียวจะพ่วงขบวน Komachi ของ Akita Shinkansen ไปด้วย เมื่อไปถึง Morioka จึงจะปลดแยกจากกัน ผู้โดยสารจึงจำเป็นต้องสำรองที่นั่งเพื่อจะขึ้นขบวนรถได้ถูกโบกี้

2.3. Komachi Shinkansen จาก Akita ถึง Tokyo เหตุที่ให้สำรองตั๋วก็เช่นเดียวกับข้อ 2

2.4. Hayabusa Shinkansen จากสถานี Tokyo ถึง Shin-Aomori

ขบวนอื่นๆ นอกเหนือจากนี้จะสำรองที่นั่งหรือไม่สำรองก็ได้ ส่วนรถไฟขบวน Rapid และ Local ไม่จำเป็นต้องสำรองที่นั่ง จะเลือกที่นั่งตรงไหนก็ได้ตามใจของเรา

3.การผ่านเข้าออกชานชาลา

เมื่อต้องการใช้บริการรถไฟขบวนต่างๆเมื่อไปถึงสถานีแล้ว ก็ให้สังเกตดูป้ายไฟแสดงรถขบวนต่างๆ เหนือประตูทางเข้า ซึ่งจะทำให้ทราบว่ารถไฟขบวนไหน ปลายทางที่ใด ผ่านสถานีไหนหรือจอดที่ใดบ้าง จะไปรอขึ้นที่ชานชาลา (Track) ไหน โดยข้อความเหล่านี้จะขึ้นป้ายบอกเป็นภาษาญี่ปุ่นสลับกับภาษาอังกฤษ เมื่อทราบแล้วก็ใช้บัตร JR Pass แสดงกับเจ้าหน้าที่ในช่องตรวจบัตร ซึ่งมักตั้งอยู่ทางขวาสุดหรือซ้ายสุดของประตูทางเข้าสู่ชานชาลา โดยไม่ต้องผ่านเครื่องกั้นที่ต้องสอดบัตร บางท่านจึงเรียกบัตรนี้ว่า “บัตรเบ่ง” เนื่องจากใช้แสดงเพื่อนผ่านเข้าออกชานชาลาหรือใช้บริการขึ้นรถไฟขบวนต่างๆ ได้อย่างไม่จำกัด แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ต้องอิจฉา

ผู้ที่ได้สำรองตั๋วไว้ก็ให้ไปรอขึ้นตู้โดยสารตามที่ระบุไว้ ผู้ที่ไม่สำรองตั๋วก็ให้รอในตรงตำแหน่งที่ผู้โดยสารแบบ Non-Reserved จะหยุดรับผู้โดยสาร โดยสังเกตจากป้ายหรือสัญลักษณ์ที่ติดไว้ตรงชานชาลา

***จะรู้ได้อย่างไรว่าสถานีไหนเป็นสถานีรถไฟเจอาร์...?***

รถไฟญี่ปุ่นนั้นมีหลายบริษัทแล้วจะทราบได้อย่างไรว่า สถานีไหนเป็นสถานีรถไฟเจอาร์ สถานีของเจ้าอื่นหรือของรถไฟใต้ดิน

สำหรับคำตอบที่ง่ายนิดเดียว สถานีรถไฟเจอาร์ก็จะมีคำว่า JR ตัวใหญ่ๆอยู่หน้าชื่อสถานี เช่น JR Ueno แสดงว่าเป็นสถานีรถไฟเจอาร์ แต่ถ้าเป็น Keisei Ueno ก็แสดงว่าเป็นรถไฟของ บริษัท Keisei เป็นต้น ถ้าเป็นสถานีรถไฟใต้ดินก็จะมีสัญลักษณ์หรือคำว่า Metro หรือ Subway กำกับไว้ ถ้าได้ไปเห็นของจริงรับรองว่าจะเข้าใจไม่ยาก

Japan Rail Pass Exchange Office มีที่ไหนบ้าง

ข้อควรระวัง:

การนำ Exchange Order ไปแลกเป็นบัตร JR Pass ที่ JR Ticket Office นักท่องเที่ยวจะต้องแสดงหนังสือเดินทางกับเจ้าหน้าที่ด้วย หากวีซ่าของท่านระบุวัตถุประสงค์ในการเดินทางเป็นอย่างอื่น อาทิ เช่น TRAINEE, ENTERTAINER, REENTRY PERMIT หรืออื่นๆ นอกเหนือจาก TEMPORARY VISTIOR ท่านจะไม่สามารถแลกเป็นบัตร JR Pass ได้

การขอเงินคืน (Refund)

ถ้านักท่องเที่ยวไม่มีการนำ Exchange Order ไปเปลี่ยนเป็นบัตร JR Pass และต้องการขอเงินคืน นักท่องเที่ยวต้องนำ Exchange Order มาทำเรื่อง Refund ภายในระยะเวลา 3 เดือน นับจากวันที่ทางบริษัทฯ ออกให้ มิฉะนั้น Exchange Order ฉบับนั้นจะกลายเป็นโมฆะ ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก และ ไม่สามารถนำกลับมาทำ Refund ได้

หมายเหตุ

1.มีค่าธรรมเนียมในการทำ Refund 800 บาท ต่อ Exchange Order 1 ใบ

2.ถ้า Exchange Order หรือ บัตร JR Pass สูญหาย หรือ ถูกขโมย ทางเราไม่สามารถออกบัตรใบใหม่ทดแทนให้ได้ และไม่สามารถทำเรื่องคืนเงินให้ได้เช่นกัน